ทฤษฎีการคูณการลงทุนของเคนส์ (พร้อมไดอะแกรม)

บทความที่กล่าวถึงด้านล่างนี้ให้คำแนะนำที่สมบูรณ์เกี่ยวกับทฤษฎีตัวคูณการลงทุนของเคนส์

แนวคิดของตัวคูณการลงทุน:

ทฤษฏีตัวคูณมีสถานที่สำคัญในทฤษฎีรายได้และการจ้างงานที่ทันสมัย

แนวคิดของการเพิ่มทวีคูณเป็นครั้งแรกที่พัฒนาโดย FA Kahn ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 แต่เคนส์ก็ปรับปรุงเพิ่มเติมในภายหลัง FA Kahn พัฒนาแนวคิดของตัวคูณโดยอ้างอิงจากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมอันเป็นผลมาจากการลงทุนและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในเบื้องต้น

อย่างไรก็ตามเคนส์ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องการเพิ่มทวีคูณโดยอ้างอิงจากการเพิ่มขึ้นของรายได้รวมทั้งทางตรงและทางอ้อมอันเป็นผลมาจากการลงทุนและรายได้ที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นในขณะที่ตัวคูณของ Kahn เรียกว่า 'ตัวคูณการจ้างงาน' ตัวคูณของ Keynes จึงถูกเรียกว่าตัวคูณการลงทุนหรือรายได้ สาระสำคัญของการเพิ่มทวีคูณคือการเพิ่มขึ้นของรายได้ผลผลิตหรือการจ้างงานโดยรวมเพิ่มขึ้นตามการลงทุนเดิม ตัวอย่างเช่นหากการลงทุนเท่ากับ Rs 100 crores ทำแล้วรายได้จะไม่เพิ่มขึ้น Rs 100 crores เท่านั้น แต่มีหลายตัว

หากเป็นผลมาจากการลงทุนของอาร์เอส 100 crores รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น Rs 300 crores, ตัวคูณมีค่าเท่ากับ 3 ถ้าเป็นผลมาจากการลงทุนของ Rs 100 ล้านรูปีรายได้ประชาชาติทั้งหมดเพิ่มขึ้นโดยอาร์เอส 400 crores, ตัวคูณคือ 4 ดังนั้นตัวคูณคืออัตราส่วนของการเพิ่มรายได้ต่อการเพิ่มการลงทุน ถ้า stands ฉันหมายถึงการเพิ่มขึ้นของการลงทุนและ ∆Y หมายถึงการเพิ่มรายได้ผลลัพธ์ตัวคูณจะเท่ากับอัตราส่วนของการเพิ่มขึ้นของรายได้ (∆K) ต่อการเพิ่มขึ้นของการลงทุน (∆I)

ดังนั้น k = ∆Y / ∆ ฉันโดยที่ k หมายถึงตัวคูณ

ตอนนี้คำถามคือทำไมการเพิ่มขึ้นของรายได้มีมากกว่าการลงทุนเริ่มต้นหลายเท่า มันง่ายที่จะอธิบายเรื่องนี้ สมมติว่ารัฐบาลรับรองค่าใช้จ่ายการลงทุนเท่ากับ Rs 100 พันล้านในงานสาธารณะบางงานกล่าวว่าการก่อสร้างถนนในชนบท สำหรับรัฐบาลนี้จะจ่ายค่าแรงให้กับผู้ใช้แรงงานที่มีส่วนร่วมราคาวัสดุสำหรับผู้ส่งมอบและค่าตอบแทนสำหรับปัจจัยอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของการสร้างถนน

ต้นทุนทั้งหมดจะเท่ากับ Rs 100 crores นี้จะเพิ่มรายได้ของผู้คนเท่ากับ Rs 100 crores แต่นี่ไม่ใช่ทั้งหมด. คนที่ได้รับอาร์เอส 100 ล้านรูปีจะใช้จ่ายเป็นส่วนหนึ่งกับสินค้าอุปโภคบริโภค สมมติว่าความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคของคนคือ 4/5 หรือ 80%

จากนั้นออกจากอาร์เอส 100 ล้านรูปีพวกเขาจะใช้จ่ายอาร์เอส 80 crores สินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งจะเพิ่มรายได้ของคนเหล่านั้นที่จัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคเท่ากับ Rs 80 สิบล้าน แต่ผู้ที่ได้รับอาร์เอสเหล่านี้ 80 สิบล้านรูปีก็จะใช้รายได้เหล่านี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนรวมที่จะบริโภค หากความชอบส่วนตนของพวกเขาเพื่อบริโภคเท่ากับ 4/5 พวกเขาจะใช้ Rs 64 crores สินค้าอุปโภคบริโภค ดังนั้นสิ่งนี้จะเพิ่มรายได้ของคนอื่น ๆ ให้เท่ากับ Rs 64 crores

ด้วยวิธีนี้ห่วงโซ่ของค่าใช้จ่ายการบริโภคจะดำเนินต่อไปและรายได้ของคนจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งจะลดลงอย่างต่อเนื่องเนื่องจากรายได้ที่ได้รับจะถูกบันทึกไว้ ดังนั้นเราจะเห็นว่ารายได้จะไม่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอาร์เอส 100 crores ซึ่งลงทุนครั้งแรกในการก่อสร้างถนน แต่หลายต่อหลายครั้ง

การได้มาของตัวคูณการลงทุน :

รายได้ประชาชาติจะเพิ่มขึ้นเท่าใดเนื่องจากการลงทุนเริ่มแรกสามารถแสดงในรูปแบบทางคณิตศาสตร์ต่อไปนี้:

ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่าหากความชอบส่วนรวมในการบริโภคคือ 4/5 การลงทุนของ Rs 100 crores นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติของ Rs.500 crores ดังนั้นตัวคูณที่นี่เท่ากับ 5 เราสามารถแสดงได้ในสูตรทั่วไป

หาก standsY หมายถึงการเพิ่มขึ้นของรายได้ ∆l หมายถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและคณะกรรมการนโยบายการเงินมีแนวโน้มที่จะบริโภคเพิ่มขึ้นเราสามารถเขียนสมการ (i) ด้านบนดังนี้:

เป็นที่ชัดเจนจากด้านบนว่าขนาดของตัวคูณขึ้นอยู่กับความชอบส่วนรวมเพื่อการบริโภคของชุมชน ตัวคูณคือส่วนกลับซึ่งกันและกันของหนึ่งลบความโน้มเอียงที่จะบริโภค อย่างไรก็ตามเราสามารถแสดงตัวคูณในรูปแบบที่ง่ายขึ้น ดังที่เราทราบว่าการออมเท่ากับรายได้ลบการบริโภคหนึ่งความชอบส่วนเพิ่มลบต่อการบริโภคจะเท่ากับความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะประหยัดนั่นคือ 1 - MPC = MPS ดังนั้นตัวคูณจะเท่ากับ 1 / 1- MPC = 1 / MPC

พีชคณิตที่ได้มาของตัวคูณ :

ตัวคูณสามารถรับพีชคณิตดังนี้:

การเขียนสมการสำหรับระดับสมดุลของรายได้ที่เรามี

Y = C + I … (1)

ในการวิเคราะห์แบบทวีคูณเรามีความกังวลกับการเปลี่ยนแปลงของรายได้ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการลงทุนเขียนใหม่สมการ (1) ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงในตัวแปรที่เรามี

∆Y = ∆C + ∆I … (2)

ในแบบจำลองการคำนวณรายได้แบบง่ายของเคนส์การเปลี่ยนแปลงการลงทุนถือเป็นการปกครองตนเองหรือเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงการบริโภคนั้นเป็นหน้าที่ของการเปลี่ยนแปลงรายได้

ในฟังก์ชั่นการบริโภค

C = a + bY

เมื่อ a เป็นคำที่คงที่ b คือความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นค่าคงที่ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงการบริโภคสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายได้ ดังนั้น

นี่เป็นสูตรตัวคูณเดียวกับที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ โปรดทราบว่าค่าของตัวคูณ ∆Y / ∆ ฉันจะคงที่ตราบใดที่ความชอบส่วนล่างที่จะใช้ยังคงเหมือนเดิม

ขนาดหรือมูลค่าของตัวคูณการลงทุน:

ตัวคูณบอกเราว่ารายได้เพิ่มขึ้นมากแค่ไหนเมื่อการลงทุนแบบอิสระเพิ่มขึ้น Rs 1 นั่นคือตัวคูณการลงทุน ∆Y / ∆ ฉันคือและค่าของมันเท่ากับ 1/1-b โดยที่ b หมายถึงความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภค (MPC) ดังนั้นตัวคูณ = ∆Y / ∆I = 1/1-b เท่ากับความเอนเอียงเล็กน้อยเพื่อบันทึก (MPS) มูลค่าของตัวคูณการลงทุนเท่ากับ 1/1-b = 1 / s โดยที่ s หมายถึงความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบันทึก กล่าวอีกนัยหนึ่งขนาดของตัวคูณเท่ากับ 1 / 1- MPC = 1 / MPC ดังนั้นค่าของตัวคูณสามารถรับได้ถ้าเรารู้ว่าค่าของ MPS หรือ MPS

ตอนนี้ความเอนเอียงส่วนเพิ่มที่จะบริโภค (b) (หรือค่าของความเอนเอียงส่วนเพิ่มที่ต่ำกว่าเพื่อการบันทึกยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ค่าของตัวทวีคูณก็จะยิ่งมากขึ้นตัวอย่างเช่นถ้าความเอนเอียงส่วนเพิ่มต่อการบริโภค (b) คือ 0.8

ดังกล่าวข้างต้นขนาดหรือมูลค่าของตัวคูณสามารถคำนวณได้โดยใช้ค่าของความเอนเอียงเล็กน้อยเพื่อบริโภค (MPC) หรือมูลค่าของคุณสมบัติส่วนเพิ่มที่จะบันทึก (MPS หรือ s) ในความเป็นจริงค่าของตัวคูณคือส่วนกลับของความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบันทึก (∆Y / ∆I = 1 / MPS หรือ 1 / s) เมื่อความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคคือ 0.8 ความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบันทึกจะเป็น 1 - 0.8 = 0.2

ตัวคูณจะเป็น 1 / 0.2 หรือ 1/2/10 = ในทำนองเดียวกันถ้าความชอบส่วนรวมที่จะบริโภค (b) เท่ากับ 0.75 ความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบันทึกจะเป็น 1 - 0.75 = 0.25 และตัวคูณจะเป็น 1 / 0.25 = 1/25/100 = 4

ด้วยขนาดของตัวคูณเราสามารถหารายได้เพิ่มขึ้น (∆Y) ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น (∆I) โดยใช้ความสัมพันธ์ของตัวคูณ ดังนั้น

สองกรณีที่ จำกัด มูลค่าของตัวคูณ:

ตัวคูณมีสองกรณี กรณีที่มีข้อ จำกัด หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อความโน้มเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคเท่ากับหนึ่งนั่นคือเมื่อการเพิ่มขึ้นของรายได้ทั้งหมดถูกใช้ไปและไม่มีการบันทึกอะไรเลย

ในกรณีนี้ขนาดของตัวคูณจะเท่ากับอินฟินิตี้นั่นคือการลงทุนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของรายได้และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเพื่อให้การจ้างงานเต็มรูปแบบถึงขั้นตอน “ ในสถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลจะต้องจ้างผู้สร้างถนนเพียงคนเดียวเพื่อสร้างรายได้อย่างไม่มีกำหนดทำให้การจ้างงานเต็มรูปแบบครั้งแรกและจากนั้นก็เป็นอัตราเงินเฟ้อที่ไร้ขีด จำกัด ”

อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นน้อยกว่าหนึ่ง กรณีที่มีข้อ จำกัด อื่น ๆ เกิดขึ้นเมื่อความชอบส่วนรวมที่จะบริโภคเท่ากับศูนย์นั่นคือเมื่อไม่มีการใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการบริโภคและการเพิ่มขึ้นของรายได้ทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้

ในกรณีนี้ค่าของตัวคูณจะเท่ากับหนึ่ง นั่นคือในกรณีนี้การเพิ่มขึ้นของรายได้จะเท่ากับการเพิ่มขึ้นของการลงทุนเดิมและไม่เพิ่มขึ้นหลายเท่า แต่ในทางปฏิบัติแล้วความชอบส่วนรวมที่จะบริโภคนั้นน้อยกว่าหนึ่ง แต่มากกว่าศูนย์ (1 ˃ ∆C / ∆Y ˃ 0) ดังนั้นค่าของตัวคูณจะมากกว่าหนึ่ง แต่น้อยกว่าอินฟินิตี้

การทำงานของตัวคูณและข้อสมมติฐาน :

ในคำอธิบายของเราเกี่ยวกับการเพิ่มทวีคูณเราได้ทำการตั้งสมมติฐานง่าย ๆ มากมาย อันดับแรกเราสันนิษฐานว่าแนวโน้มความต้องการบริโภคส่วนใหญ่ยังคงที่ตลอดเนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นในรอบการใช้จ่ายการบริโภคต่างๆ อย่างไรก็ตามความชอบส่วนรวมในการบริโภคอาจแตกต่างกันไปในแต่ละรอบของค่าใช้จ่ายการบริโภค

แต่ความคงตัวของความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคนี้เป็นข้อสมมติฐานที่เป็นจริงเนื่องจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคนั้นมีความเสถียรมากในระยะสั้น ประการที่สองเราสันนิษฐานว่ามีการเพิ่มขึ้นของการลงทุนสุทธิในช่วงเวลาหนึ่งและไม่มีผลกระทบทางอ้อมต่อการลงทุนในช่วงเวลานั้นหรือหากเกิดขึ้นพวกเขาได้รับการพิจารณาเพื่อให้มีการลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้เราคาดว่าจะไม่มีความล่าช้าใด ๆ ระหว่างการเพิ่มการลงทุนและการเพิ่มขึ้นของรายได้ กล่าวคือการเพิ่มขึ้นของรายได้เกิดขึ้นทันทีจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น JM Keynes เพิกเฉยต่อความล่าช้าในกระบวนการสร้างรายได้ดังนั้นตัวคูณของเขาจึงถูกเรียกว่าตัวคูณทันที ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาความสำคัญของเวลา - ล่าช้าได้รับการยอมรับและแนวคิดของตัวคูณแบบไดนามิกได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานที่

ข้อสมมติฐานที่สำคัญอีกประการหนึ่งในทฤษฎีการทวีคูณคือความสามารถที่มากเกินไปในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคดังนั้นเมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นสามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคได้มากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ หากไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคความต้องการที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นแทนที่จะเพิ่มรายได้ผลผลิตและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น

ดังที่เราจะได้เห็นในภายหลังตัวทวีคูณของเคนส์ได้รับการพัฒนาในบริบทของเศรษฐกิจทุนนิยมขั้นสูงซึ่งตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าและในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำและมีกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคเนื่องจากขาดความต้องการรวม เอฟเฟ็กต์ตัวคูณของเคนส์นั้นเล็กมากในประเทศกำลังพัฒนาอย่างอินเดียเนื่องจากมีความจุที่มากเกินไปในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค

ในการวิเคราะห์กระบวนการทวีคูณของเราข้างต้นเราได้นำระบบเศรษฐกิจปิดนั่นคือเราไม่ได้นำเข้าบัญชีและการส่งออก หากเราเป็นเศรษฐกิจแบบเปิดดังนั้นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายการบริโภคจะเกิดขึ้นกับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

สิ่งนี้จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นในต่างประเทศมากกว่าภายในประเทศ สิ่งนี้จะลดค่าของตัวคูณ การนำเข้าคือการรั่วไหลที่สำคัญจากกระบวนการทวีคูณและเราได้เพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ในการวิเคราะห์ข้างต้นเพื่อความเรียบง่าย

เป็นที่น่าสังเกตว่าตัวทวีคูณนั้นไม่เพียง แต่ทำงานในรูปของเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงของจริงด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งการเพิ่มขึ้นของรายได้หลายเท่าซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนสุทธิไม่เพียง แต่เกิดขึ้นในแง่ของเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในแง่ของผลผลิตที่แท้จริงนั่นคือในแง่ของสินค้าและบริการ

เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนและการเพิ่มขึ้นของรายได้เหล่านี้จะถูกใช้ไปกับสินค้าอุปโภคบริโภคผลผลิตของสินค้าอุปโภคบริโภคจะเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นรายได้หรือผลผลิตที่แท้จริงเพิ่มขึ้นในปริมาณเดียวกันกับการเพิ่มขึ้นของรายได้เงินเนื่องจากราคาสินค้าได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นค่าคงที่

แน่นอนเราสันนิษฐานว่ามีกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคดังนั้นเมื่อความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นการผลิตของพวกเขาสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างง่ายดายเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ อย่างไรก็ตามหากไม่สามารถเพิ่มจำนวนคอขวดในการตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นราคาจะสูงขึ้นและส่งผลให้ตัวคูณที่แท้จริงจะมีขนาดเล็ก

การแทนไดอะแกรมของตัวคูณ:

ระดับรายได้ประชาชาติจะพิจารณาจากดุลยภาพระหว่างอุปสงค์รวมกับอุปทานมวลรวม กล่าวอีกนัยหนึ่งระดับรายได้ประชาชาติจะถูกกำหนดไว้ที่ระดับที่เส้นโค้ง C + I ตัดกับเส้นโค้งรายได้ 45 ° ด้วยแผนภาพดังกล่าวเราสามารถอธิบายตัวคูณ

ตัวคูณจะแสดงในรูปที่ 10.1 ในรูปนี้ C แสดงถึงความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภค ความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคได้รับการสันนิษฐานว่ามีค่าเท่ากับ 1/2 นั่นคือ 0.5 ดังนั้นความชันของเส้นโค้ง C ของความเอนเอียงเล็กน้อยเพื่อบริโภคเส้นโค้ง C จึงเท่ากับ 0.5 C + I แสดงถึงกราฟความต้องการรวม

จะเห็นได้จากรูปที่ 10.1 ว่าเส้นอุปสงค์รวม C + I ซึ่งตัดกันเส้น 45 °ที่จุด E เพื่อให้ระดับรายได้เท่ากับ OF หากการลงทุนเพิ่มขึ้นตามจำนวน EH เราจะสามารถทราบได้ว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากสิ่งนี้ จากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนโดย EH เส้นอุปสงค์รวมเปลี่ยนไปสู่ตำแหน่งใหม่ C + I '

เส้นอุปสงค์รวมใหม่ C + I นี้ตัดเส้นรายได้ที่จุด F เพื่อให้ระดับสมดุลของรายได้เพิ่มขึ้นเป็น OF อันเป็นผลมาจากการลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเท่ากับ EH รายได้เพิ่มขึ้น 2 Y 2 Y จะเห็นได้จากตัวเลข F, Y 2 มากกว่า EH จากการตรวจวัดพบว่า Y 1 Y 2 มีความยาวเป็นสองเท่าของ EH นี่เป็นไปตามที่คาดไว้เนื่องจากความชอบของตลาดต่อการบริโภคมีค่าเท่ากับและ 1/2 ดังนั้นขนาดของตัวคูณจะเท่ากับ 2

ตัวคูณสามารถแสดงผ่านแผนภาพการลงทุนการออมด้วย ตัวคูณสามารถอธิบายได้ด้วยความช่วยเหลือของแผนภาพการลงทุนการออมตามที่แสดงในรูปที่ 10.2 ในรูปนี้ SS เป็นเส้นโค้งการออมที่ระบุว่าเมื่อระดับรายได้เพิ่มขึ้นชุมชนวางแผนจะประหยัดมากขึ้น II เป็นกราฟการลงทุนที่แสดงระดับการลงทุนที่วางแผนไว้สำหรับนักลงทุนในชุมชน การลงทุนได้รับการดำเนินการให้มีจำนวนคงที่และเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงของรายได้

ระดับการลงทุน OI นี้ถูกกำหนดโดยประสิทธิภาพของเงินทุนและอัตราดอกเบี้ย การลงทุนที่เป็นอิสระของรายได้หมายความว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลงกับระดับของรายได้ เคนส์ถือว่าการลงทุนเป็นเรื่องของรายได้และเราจะติดตามเขาที่นี่ จะเห็นได้จากรูปที่ 10.2 เส้นโค้งการออมและการลงทุนตัดกันที่จุด E นั่นคือการออมตามแผนและการลงทุนตามแผนอยู่ในระดับสมดุลของรายได้ OY 1 ดังนั้นด้วยระดับการออมและการลงทุนที่กำหนดให้เท่ากับ กำหนด OY 1

ทีนี้สมมติว่ามีการลงทุนเพิ่มขึ้นจำนวน II” ด้วยการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้เส้นโค้งการลงทุนจึงเปลี่ยนไปสู่ตำแหน่ง TF แบบจุดใหม่ โค้งการลงทุนใหม่นี้ตัดกับเส้นโค้งการออมที่จุด F และถึงจุดสมดุลใหม่ที่ระดับรายได้ OY 2 ภาพที่ 10.2 จะแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ Y 1 Y 2 เพิ่มขึ้นมากกว่าการลงทุนโดย ครั้งที่สอง”

ในการวัดรายได้และการลงทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะพบว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ Y 1 Y 2 เป็นสองเท่าของการเพิ่มขึ้นของการลงทุน II นี่เป็นเพราะเราสันนิษฐานว่าความโน้มเอียงที่จะบันทึกเท่ากับ 1/2 (หรือความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคเท่ากับ 1/2) ดังนั้นความชันของเส้นโค้งการประหยัดจึงถูกนำมาใช้เท่ากับ 1/2 หรือ 0.5 ดังนั้นในกรณีนี้ตัวคูณมีค่าเท่ากับ 2

ตัวคูณ = ∆Y / ∆I = Y 1 Y 2 / II, 1 / MPS = 2

เนื่องจากความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบันทึกอยู่ที่นี่เท่ากับ 1/2 ตัวคูณตามสูตรข้างต้นของเราคือ k = 1 / MPS จะเท่ากับ 2

การรั่วไหลในกระบวนการตัวคูณ:

เราได้เห็นแล้วว่าจากการเพิ่มการลงทุนระดับรายได้จะเพิ่มขึ้นหลายเท่า ในการวิเคราะห์ข้างต้นการประหยัดคือการรั่วไหลในกระบวนการทวีคูณ หากไม่มีการออมและเป็นผลให้มีแนวโน้มที่จะบริโภคเท่ากับ 1 ตัวคูณจะเท่ากับอินฟินิตี้

ในกรณีดังกล่าวซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นครั้งแรกรายได้จะเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคนั้นมีค่าน้อยกว่าหนึ่งการประหยัดจึงเกิดขึ้น ดังนั้นตัวคูณในทางปฏิบัติจริงจึงน้อยกว่าอินฟินิตี้

แต่นอกเหนือจากการออมยังมีการรั่วไหลอื่น ๆ ในกระบวนการสร้างรายได้ซึ่งลดขนาดของตัวคูณ ดังนั้นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจะน้อยกว่าการรับประกันโดยขนาดของตัวคูณที่วัดได้จากความชอบส่วนรวมที่ได้รับจากการบริโภค เราอธิบายด้านล่างการรั่วไหลต่างๆที่เกิดขึ้นในกระแสรายได้และลดขนาดของตัวคูณในโลกแห่งความจริง

ชำระหนี้:

การรั่วไหลครั้งแรกในกระบวนการตัวคูณเกิดขึ้นในรูปแบบการชำระหนี้ของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักธุรกิจ ในโลกแห่งความเป็นจริงรายได้ทั้งหมดที่ประชาชนได้รับจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนไม่ได้ถูกบริโภค ส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นของรายได้นั้นใช้สำหรับการจ่ายคืนหนี้ที่ประชาชนนำมาจากผู้ให้กู้เงินธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ๆ

รายได้ที่ใช้ในการจ่ายคืนหนี้ไม่ได้ถูกใช้ไปกับสินค้าและบริการของผู้บริโภคและทำให้รายได้ที่รั่วไหลออกไป เป็นการลดขนาดของตัวคูณ แน่นอนว่าเมื่อรายได้ที่ได้รับจากผู้ให้กู้ธนาคารหรือสถาบันต่าง ๆ ได้ให้คนยืมกลับมาอีกครั้งพวกเขากลับมาที่กระแสรายได้และเพิ่มขนาดตัวคูณ แต่สิ่งนี้อาจหรือไม่อาจเกิดขึ้นได้

การถือครองเงินสดคงเหลือที่ไม่ได้ใช้งาน:

หากผู้คนมีรายรับเพิ่มขึ้นจากยอดเงินคงเหลือที่ไม่ได้ใช้งานและไม่ใช้เพื่อการบริโภคพวกเขาก็จะเกิดการรั่วไหลในกระบวนการทวีคูณ ดังที่เราได้เห็นผู้คนเก็บรายได้ส่วนหนึ่งของพวกเขาเพื่อความพึงพอใจของพวกเขาแรงจูงใจและการเก็งกำไรเงินที่เก็บไว้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวไม่ได้ถูกบริโภคและดังนั้นจึงไม่ปรากฏในรอบการใช้จ่ายการบริโภคอย่างต่อเนื่อง

การนำเข้า:

ในการวิเคราะห์ข้างต้นของเราเกี่ยวกับการทำงานของกระบวนการทวีคูณเราได้นำตัวอย่างของเศรษฐกิจแบบปิดนั่นคือเศรษฐกิจที่ไม่มีการค้าต่างประเทศ หากเป็นเศรษฐกิจแบบเปิดเช่นกรณีปกติรายได้ส่วนหนึ่งจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จะถูกนำไปใช้กับการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค สัดส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้นที่ใช้ไปกับการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจะสร้างรายได้ในประเทศอื่น ๆ และจะไม่ช่วยในการเพิ่มรายได้และผลผลิตในเศรษฐกิจภายในประเทศ

ดังนั้นการนำเข้าจึงเป็นการรั่วไหลที่สำคัญอีกครั้งในกระบวนการตัวทวีคูณ สมมติว่ามีความเอนเอียงเล็กน้อยเพื่อประหยัดเศรษฐกิจแบบเปิดคือ 1/4 เช่นความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคคือ 3/4 สมมติเพิ่มเติมว่าความชอบส่วนรวมที่จะนำเข้าคือ 1/4 ขนาดของตัวคูณที่ไม่มีการนำเข้าจะเท่ากับ 4 ถึงเท่ากับ 4 แต่ขนาดของตัวคูณที่มีความชอบส่วนรวมที่จะนำเข้าเท่ากับ 1/4 และความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภค เท่ากับ 3/4 จะมีขนาดเล็กลง

ตัวคูณในเศรษฐกิจแบบเปิด = 1/1 - (MPC-MPI) = 1/1 - MPC + MPI

โดยที่ MFC ย่อมาจากความเอนเอียงเล็กน้อยเพื่อบริโภคและ MP1 สำหรับความเอนเอียงเล็กน้อยที่จะนำเข้า

ในตัวอย่างของเราที่ยกมาข้างต้นโดยที่ความโน้มเอียงเล็กน้อยที่จะบริโภคเท่ากับ 3/4 และความโน้มเอียงเล็กน้อย 3/4 ที่จะนำเข้ามีค่าเท่ากับ 1/4 ตัวคูณคือ:

K = 1 / 1- (3/4 - 1/4) = 1/1/2 = 2

ดังนั้นเราจึงเห็นว่าขนาดของตัวคูณแทนที่จะเป็น 4 เท่ากับที่มันเคยเป็นในกรณีของเศรษฐกิจปิดมีค่าเท่ากับ 2 ในระบบเศรษฐกิจเปิดด้วย - เป็นแนวโน้มที่จะนำเข้า

การจัดเก็บภาษี:

การจัดเก็บภาษีเป็นอีกหนึ่งการรั่วไหลที่สำคัญในกระบวนการทวีคูณ รายได้ที่เพิ่มขึ้นซึ่งประชาชนได้รับจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ในการชำระภาษี ดังนั้นเงินที่ใช้ในการชำระภาษีจึงไม่ปรากฏในรอบค่าใช้จ่ายการบริโภคต่อเนื่องในกระบวนการทวีคูณและตัวคูณจะลดลงตามขอบเขตนั้น

อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลนำเงินที่ได้จากการเก็บภาษีไปใช้การรั่วไหลของการจัดเก็บภาษีจะถูกหักล้างโดยการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายภาครัฐ แต่ไม่จำเป็นที่รัฐบาลจะใช้เงินทั้งหมดที่ได้จากการเก็บภาษีเนื่องจากจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลทำงบประมาณส่วนเกิน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเท่ากับจำนวนภาษีมันจะไม่มีผลเสียต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้และการลงทุนและด้วยวิธีนี้จะไม่มีการรั่วไหลในกระบวนการทวีคูณ

เพิ่มราคา:

เงินเฟ้อราคาถือเป็นการรั่วไหลที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการทำงานของกระบวนการทวีคูณในแง่จริง ตัวคูณจะทำงานในรูปแบบจริงเฉพาะเมื่อเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้เงินและความต้องการรวมการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เมื่อไม่สามารถเพิ่มผลผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคได้อย่างง่ายดายส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นของรายได้เงินและความต้องการโดยรวมจะเพิ่มราคาของสินค้ามากกว่าผลผลิตของพวกเขา ดังนั้นตัวคูณจะลดลงถึงระดับเงินเฟ้อราคา ในประเทศกำลังพัฒนาเช่นอินเดียรายได้และความต้องการพิเศษส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับธัญพืชอาหารซึ่งผลผลิตไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์จึงขึ้นราคาสินค้าในระดับที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของผลผลิต นอกจากนี้ในประเทศกำลังพัฒนาเช่นอินเดียมีกำลังการผลิตส่วนเกินไม่มากนักในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมค่าแรงอื่น ๆ

ดังนั้นเมื่อรายได้และความต้องการเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นโดยทั่วไปราคาของสินค้าเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นมากกว่าที่จะส่งออกของพวกเขาและทำให้การทำงานของตัวคูณในแง่ที่แท้จริงลดลง ดังนั้นจึงมักถูกกล่าวหาในอดีตว่าทฤษฎีตัวคูณของเคนส์นั้นไม่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขของประเทศกำลังพัฒนาเช่นอินเดียมากนัก อย่างไรก็ตามเราจะหารือในภายหลังว่ามุมมองแบบเก่านี้เกี่ยวกับการทำงานของตัวคูณของ Keynes นั้นไม่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์

การรั่วไหลต่าง ๆ ข้างต้นลดผลคูณของการลงทุนที่ดำเนินการ หากการรั่วไหลเหล่านี้ถูกเสียบเข้าด้วยกันผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในการลงทุนต่อรายได้และการจ้างงานจะมากขึ้น

ตัวคูณที่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับราคา:

ในการวิเคราะห์ตัวคูณกับเส้นโค้งความต้องการรวมของเราข้างต้นสันนิษฐานว่าระดับราคายังคงที่และ บริษัท ยินดีที่จะจัดหาผลผลิตมากขึ้นในราคาที่กำหนด รายได้ประชาชาติหรือ GNP เพิ่มขึ้นเท่าไหร่จากการใช้จ่ายของตนเองเช่นรายจ่ายของรัฐบาลค่าใช้จ่ายการลงทุนการส่งออกสุทธิถูกกำหนดโดยการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์รวมโดยขนาดตัวคูณของเคนส์ง่ายๆเมื่อระดับราคาคงที่

นี่หมายถึงเส้นโค้งอุปทานในระยะสั้นแนวนอน อย่างไรก็ตามตามที่ได้ศึกษาไปแล้วเส้นโค้งอุปทานรวมในระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจาก บริษัท ยินดีที่จะจัดหาผลผลิตเพิ่มเติมในระยะสั้นเท่านั้นในระดับราคาที่สูงขึ้น ด้วยเส้นโค้งอุปทานรวมระยะสั้นที่ปรับตัวสูงขึ้นการปรับตัวของอุปสงค์โดยรวมในทิศทางที่ถูกต้องจะทำให้ระดับ GNP สมดุลใหม่ไม่เท่ากับการเปลี่ยนแปลงแนวนอนในเส้นอุปสงค์โดยรวม แต่น้อยกว่า

ดังนั้นขนาดของตัวคูณจะเล็กกว่าตัวคูณของ Keynesian ธรรมดาที่มีระดับราคาคงที่ที่กำหนด นี่เป็นเพราะส่วนหนึ่งของผลกระทบการขยายตัวของ GNP ของการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายของรัฐบาลอิสระถูกชดเชยโดยการเพิ่มขึ้นของระดับราคา

เอฟเฟกต์ทวีคูณในกรณีของเส้นโค้งลาดเอียงขึ้นด้านบนแสดงในรูปที่ 10.3 เริ่มต้นด้วยในแผงด้านบนของรูปที่ 10.3 เส้นโค้งค่าใช้จ่ายรวม AE 0 ตัดเส้น 45 ° ณ จุดที่ Sand กำหนดระดับสมดุล Y 0 ของ GNP ในแผงด้านล่างของรูปที่ 10.3 เส้นโค้งอุปสงค์รวมที่สอดคล้องกันโฆษณา 0 และเส้นโค้งอุปทานอุปทานระยะสั้น SAS ตัดกันที่ B 'ที่ระดับ GNP ที่กำหนดข้างต้น K 0 ทีนี้สมมติว่าค่าใช้จ่ายในการลงทุนแบบอิสระ (ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของระดับราคา) โดย AI

ด้วยเหตุนี้เส้นโค้งค่าใช้จ่ายรวม AE จะเลื่อนขึ้นไปที่ AE 1 และกำหนดระดับสมดุล GNP ใหม่เท่ากับ Y 2 ในแผงด้านล่าง (b) เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นในโค้งค่าใช้จ่ายรวมโค้งอุปสงค์รวมเปลี่ยนจาก AD เป็น AD 1 ทันที การเลื่อนแนวนอนในโค้งอุปสงค์รวมที่ระดับราคาที่กำหนดจะถูกกำหนดโดยการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายรวมที่คูณ โดยตัวคูณแบบเคนส์ที่เรียบง่ายที่ระดับราคาคงที่ที่กำหนด (B'H หรือ ∆Y = ∆I 1 / 1- MPC) แต่เมื่อพิจารณาจากเส้นอุปทานอุปทานรวมระยะสั้นที่ลาดเอียงขึ้น SAS ด้วยเส้นอุปสงค์รวมใหม่ AD 1 ระดับราคาทำ ไม่คงที่ ดังที่เห็นได้จากแผงล่าง (b) ของรูปที่ 10.3 เส้นโค้งอุปสงค์รวม AD 1 ตัดเส้นโค้งอุปทานรวมระยะสั้น SAS ที่จุด R 'และเป็นระดับราคาผลลัพธ์สูงถึง P 1

ขณะนี้เมื่อระดับราคาสูงขึ้นเป็น P 1 เส้นโค้งค่าใช้จ่ายรวมในแผงด้านบน (a) จะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ แต่จะลดลง เส้นค่าใช้จ่ายรวมที่ลดลงนี้เกิดจากผลกระทบด้านลบต่อความมั่งคั่งหรือยอดคงเหลือที่แท้จริงอัตราดอกเบี้ยและการส่งออกสุทธิ ความมั่งคั่งส่วนใหญ่จัดขึ้นในรูปแบบของเงินฝากธนาคารพันธบัตรและหุ้นของ บริษัท และสินทรัพย์อื่น ๆ

ด้วยระดับราคาที่สูงขึ้นมูลค่าที่แท้จริงหรือกำลังซื้อของความมั่งคั่งที่คนตกต่ำครอบครอง นี่เป็นการชักจูงพวกเขาให้ใช้จ่ายน้อยลง เป็นผลให้ค่าใช้จ่ายการบริโภคลดลงเนื่องจากผลกระทบความมั่งคั่งนี้ ประการที่สองการเพิ่มขึ้นของระดับราคาลดอุปทานของยอดเงินจริง (MS / P) ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเส้นอุปทานปริมาณเงินไปทางซ้าย

ด้วยฟังก์ชันอุปสงค์สำหรับเงิน (Md) การลดลงของปริมาณเงินจริงจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ตอนนี้ความสนใจที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าใช้จ่ายการลงทุนภาคเอกชนลดลง สุดท้ายการเพิ่มขึ้นของระดับราคาในเศรษฐกิจภายในประเทศจะส่งผลกระทบในทางลบต่อการส่งออกของประเทศที่ทำให้การส่งออกสุทธิลดลง

ดังนั้นผลกระทบเชิงลบจากการเพิ่มขึ้นของระดับราคาต่อความมั่งคั่งที่แท้จริงการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสุทธิในแผงด้านบน (a) ของรูปที่ 10.3 เส้นค่าใช้จ่ายรวมโค้งลงไปที่ AE 1 (ประ) เพื่อกำหนด GNP ระดับ Y 1 ที่เส้นโค้งค่าใช้จ่ายรวม AE 1 ตัดเส้น 45 ° สิ่งนี้สอดคล้องกับจุดตัดของเส้นโค้งอุปสงค์รวม AD 1 และเส้นโค้งอุปทานรวมระยะสั้น SAS จุด R 'ในแผงด้านล่าง (b) ของ Q 1 รูปที่ 10.3

ดังนั้นด้วยเส้นโค้งอุปทานรวมที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้นของ SAS ผลของการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการลงทุนแบบอิสระ (หรือสำหรับเรื่องที่เพิ่มขึ้นในค่าใช้จ่ายอิสระอื่น ๆ เช่นค่าใช้จ่ายภาครัฐ, การส่งออกสุทธิ, การบริโภคอิสระ) เกิดขึ้นในสองขั้นตอน

ประการแรกการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายการลงทุนเปลี่ยนเส้นค่าใช้จ่ายรวม AE ขึ้นในแผงด้านบน (a) ของรูปที่ 10.3 และเส้นอุปสงค์รวมที่สอดคล้องกันในแผงด้านล่าง (b) เลื่อนไปทางขวาเป็น AD 1 และทำให้ระดับ GNP เพิ่มขึ้นจาก Y 0 ถึง Y 2 พร้อมกับระดับราคาคงที่ที่กำหนด P r ในขั้นที่สองเนื่องจากเส้นโค้งอุปทานรวมที่ลาดขึ้นในระยะสั้น SAS การเปลี่ยนแปลงทางขวาในกราฟอุปสงค์รวมทำให้ระดับราคาเพิ่มขึ้นจาก P 0 ถึง P t และ ทำให้การลดลงของ GNP จาก Y 2 เป็น Y 1

อย่างไรก็ตามดังที่เห็นได้จากรูปที่ 10.3 เมื่อคำนึงถึงผลกระทบของระดับราคาการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายการลงทุนยังคงมีผลทวีคูณต่อจีดีพีจริง แต่ผลกระทบนี้จะน้อยกว่าหากระดับราคายังคงอยู่ อาจสังเกตได้เพิ่มเติมว่าความชันของเส้นโค้งอุปทานในระยะสั้นยิ่งมากขึ้นก็คือการเพิ่มขึ้นของระดับราคาและขนาดที่เล็กลงคือผลกระทบต่อ GNP จริง

ความสำคัญของแนวคิดการเพิ่มทวีคูณ:

ตัวคูณเป็นหนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดที่พัฒนาโดย JM Keynes เพื่ออธิบายการกำหนดรายได้และการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ ทฤษฎีของตัวทวีคูณถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายการแกว่งขึ้นและลงของวงจรการค้าที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจทุนนิยมองค์กรอิสระ เมื่อการลงทุนในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้นมันมีผลกระทบหลายอย่างและสะสมต่อรายได้ผลผลิตและการจ้างงานของชาติ

ส่งผลให้เศรษฐกิจมีการเคลื่อนไหวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้ามเมื่อเนื่องจากเหตุผลบางอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์ในความคาดหวังของชั้นธุรกิจการลงทุนตกแล้วการทำงานย้อนหลังของตัวคูณทำให้เกิดการลดลงของรายได้ผลผลิตและการจ้างงานหลายครั้งและสะสม เศรษฐกิจมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเมื่อวงจรการค้าตกต่ำลง ดังนั้นทฤษฎีการคูณของเคนส์ช่วยในการอธิบายการเคลื่อนไหวของวงจรการค้าหรือความผันผวนของเศรษฐกิจ

ทฤษฎีตัวทวีคูณยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติในด้านนโยบายการคลังที่รัฐบาลจะดำเนินการเพื่อให้พ้นจากภาวะซึมเศร้าและบรรลุสถานะการจ้างงานเต็มรูปแบบ เพื่อกำจัดภาวะซึมเศร้าและกำจัดการว่างงานการลงทุนภาครัฐในงานสาธารณะได้รับการแนะนำแม้กระทั่งก่อนที่เคนส์

แต่ก็คิดว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้จะถูก จำกัด อยู่ที่ปริมาณการลงทุนในงานสาธารณะเหล่านี้ แต่ความสำคัญของงานสาธารณะจะได้รับการปรับปรุงเมื่อตระหนักว่าผลกระทบโดยรวมต่อรายได้ผลผลิตและการจ้างงานอันเป็นผลมาจากการลงทุนครั้งแรกมีผลทวีคูณ ดังนั้น Keynes จึงแนะนำให้รัฐบาลลงทุนในงานสาธารณะเพื่อแก้ปัญหาภาวะซึมเศร้าและการว่างงาน

การลงทุนของภาครัฐในงานสาธารณะเช่นการสร้างถนนการก่อสร้างโรงพยาบาลโรงเรียนสิ่งอำนวยความสะดวกด้านชลประทานจะเพิ่มความต้องการรวมเป็นจำนวนมาก การเพิ่มขึ้นของรายได้และความต้องการจะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นการขาดการลงทุนภาคเอกชนซึ่งนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและภาวะการทำงานไม่เต็มที่จะเกิดขึ้นในขณะนี้และจะได้รับการจ้างงานอย่างเต็มที่ หากตัวคูณไม่ทำงานรายได้และอุปสงค์จะเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากการลงทุนภาครัฐ แต่ไม่มากเท่าที่พวกเขาเพิ่มขึ้นด้วยผลทวีคูณ

แรงบันดาลใจจากทฤษฎีของเคนส์ในการทวีคูณนโยบายการคลังแบบขยายตัวของการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายภาครัฐและการลดหย่อนภาษีได้ถูกนำมาใช้โดยประธานาธิบดีจอห์นเคนเนดี้และประธานาธิบดีจอร์จดับเบิลยูบุชในสหรัฐอเมริกาเพื่อกำจัดการว่างงานและภาวะซึมเศร้าโดยไม่สมัครใจ เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการขจัดการว่างงานและภาวะซึมเศร้าดังนั้นทฤษฎีของตัวคูณทวีคูณจึงได้รับการพิสูจน์และเป็นผลให้ความเชื่อมั่นของผู้คนเพิ่มขึ้น

ปัญหาเชิงตัวเลขเกี่ยวกับตัวคูณ:

ปัญหาที่ 1:

สมมติว่าระดับการลงทุนแบบอิสระในระบบเศรษฐกิจคือ Rs 200 crores และฟังก์ชั่นการบริโภคของเศรษฐกิจคือ:

C = 80 + 0.75Y

(a) ระดับสมดุลของรายได้จะเป็นอย่างไร?

(b) รายได้ประชาชาติจะเพิ่มขึ้นหากการลงทุนเพิ่มขึ้นโดยอาร์เอส 25 ล้านรูปี

วิธีการแก้:

(a) สำหรับระดับสมดุลของรายได้

ระดับความสมดุลของรายได้จึงเท่ากับ 1, 650 crores

(b) How much increase in income will occur as a result of increase in investment by Rs. 25 crores depends on the size of multiplier. The size of multiple is determined by the value of marginal propensity to consume. In the given consumption function (C = 80 + 0.75 F) marginal propensity to consume is equal to 0.75 or 3/4. Thus, multiplier = 1/1 – MPC = 1/1 – 3/4 = 4

Thus, with increase in investment by Rs. 25 crores, national income will rise by 25 x 4 = 100 crores.

ปัญหาที่ 2:

Suppose in a country investment increases by Rs. 100 crore and consumption is given by C = 10 + 0.6Y (where C = consumption and Y = income). How much increase will there take place in income?

The Paradox of Thrift:

An interesting paradox arises when all people in a society try to save more but in fact they are unable to do so. The multiplier theory of Keynes helps a good deal in explaining this paradox. According to this paradox of thrift, the attempt by the people as a whole to save more for hard times such as impending period of recession or unemployment may not materialize and in their bid to save more the society in-fact may not only end up with the same savings (or, even lower savings) but also in the process cause their consumption or standard of living to decline.

Thrift (ie, the desire to save more) is considered to be a virtue in most of the societies and it is regarded as an act of prudence on the part of individuals to save for a rainy day. According to a proverb, “a penny saved is a penny earned”. Further, according to classical economists, savings determine investment which plays a crucial role in accelerating the rate of economic growth.

However, the paradox of thrift shows that the efforts to .save more, especially in times of depression, may actually deepen the economic crisis and cause output to fall and unemployment to increase. It goes to the credit of Keynes that with his multiplier theory he was able to resolve the paradox of thrift. Keynesian explanation of paradox of thrift has been shown in Fig. 10.4.

According to the Keynesian theory, the saying “penny saved is penny earned” is quite inappropriate for the economy as a whole when it is working at underemployment equilibrium, that is, when there prevails recession or depression. Keynes has showed that if all people in a society decide to save more, they may actually fail to do so but nevertheless reduce their consumption.

This is because, according to Keynes, the effort to save more by all in a society will lower the aggregate demand for goods and services resulting in a drop in the level of national income. At the lower level of national income, the savings fall to the original level but consumption will be less than before which implies that the people would become worse off.

Consider Fig. 10.4, where 55 is the saving curve with a slope equal to 0.5, and II is the planned investment curve. It will be seen that saving and investment curves intersect at point E and determine level of income equal to K, or Rs.300 crores. Now suppose that expecting hard times ahead all people try to save more by the amount of Rs. 50 crores which would cause an autonomous downward shift in the consumption function.

This downward shift in the consumption function brings about an upward shift by Rs. 50 crores or EA in the saving function curve to S'S'. This new saving function curve S'S' cuts the planned investment curve II at point E 2 according to which new equilibrium level of income falls to Y 2 or Rs. 200 crores It is important to note that level of income does not drop only by the amount (E 1 A or RS. 50 crores), that is, by the extent of reduction in consumption due to more saving but by a multiple of it.

With marginal propensity to save (MPS) being equal to 0.5 or 1/52, the value of multiplier would be 1/MPS= 1-1/2= 2. Further, the decline in consumption due to more saving would cause the multiplier to work in reverse, that is, the multiplier would operate to reduce the level of consumption and income by a magnified amount. The decline in consumption expenditure of the people by Rs. 50 crores in the first instance due to more saving by them implies that the producers and sellers of goods and services will find their income to fall by Rs. 50 crores But the reverse process will not stop here.

Given the marginal propensity to consume being equal to 0.5 or the producers/sellers of goods and services in turn would spend Rs.25 crores less when they find their income has fallen by Rs.50 crores. It will be observed from Fig. 10.4 that this process of reduction of the level of income will continue till the new saving is equal to investment at the lower level of income Y 2 (Rs.200 crores), that is, the level of income has declined by Rs. 100 crores (50 x 2) from its initial equilibrium level of income Y 1 of Rs. 300 crores

Thus the attempt by all people to save more has led to the decline in the equilibrium level of income to Y 2 or Rs. 200 crores at which, with marginal propensity to consume remaining unchanged at 0.5 or ½, saving of the society will fall to the initial level of Y 1 E or Rs. 100 crores (200 x 0.5 = 100). This is clearly depicted in Fig. 10.4. With the decrease in planned saving by Rs. 50 crores at every level of income the saving function (SS) shifts upward.

This sets in motion the operation of the multiplier in the reverse and as will be seen from the 10.4, the new equilibrium is reached at the new lower level of income Y 2 (Rs. 200 crores). It is important to observe that the saving which had risen to Y 1 A (Rs. 150 crores) has once again fallen to the original level of Rs. 100 crores (Y 2 E 2 = Y 1 E 1 ) due to reduction in consumption expenditure inducing the working of multiplier in the reverse which causes a decline in the equilibrium level of income from Y 1 (Rs. 300 crores) to Y 2 (Rs. 200 crores).

In other words, the increases in saving by Rs. 50 crores has led to the fall in income by Rs. 100 crores because the multiplier is equal to 2. This explains the paradoxical feature of an economy gripped by recession. This is paradoxical because in their attempt to save more the people have caused a decline in their income and consumption with no increase in the saving of the society at all.

In our analysis we have assumed that the planned investment is fixed, that is, determined outside the model. In other words, the investment has been assumed to be autonomous of income, that is, it does not vary with income.

Can We Avert the Paradox of Thrift?

Paradox of thrift holds good when a free market economy is in the grip of recession or depression and investment demand is inadequate due to lack of profit opportunities. However, it has been pointed out by some economists that paradox of thrift can be averted if the extra savings that the people do for a rainy day are somehow channeled into additional investment through financial markets.

Indeed, the classical economists argued that the increase in the supply of savings would lead to the fall in the rate of interest which would induce increase in planned investment. If this happens, then in our saving-investment diagram the investment curve II would shift up to I'I' and as will be seen from Fig. 10.5 the new equilibrium level of income may not fall and therefore the paradox of thrift is averted.

In Fig. 10.5, initially the saving curve (S 1 S 1 ) and investment curve ( II ) intersect at point E 1 and determine Y 1 level of income. Now, if the people of the society expecting difficult times ahead, \ desire to save E 1 A more. If these extra savings, for reasons mentioned above, result in more investment, the investment curve will shift to I'I', the new equilibrium will be at point A corresponding to the original level of income Y 1 . In this way the paradox of thrift has been averted.

However, according to the modern economists, especially the followers of Keynes, the empirical evidence does not support the above argument of averting the paradox of thrift. This is because at times of recession or depression, the prospective yields from investment are so small that no possible reduction in the rate of interest will induce sufficient increase in investment.

Thus, according to them, in a free-market and private enterprise economy without Government intervention paradox of thrift cannot be averted. Of course, if the Government intervenes as it does even in the present- day predominantly private enterprise economies of the USA and Great Britain, it can mobilise the extra savings of the people and invest them in some worthwhile projects and thus prevent aggregate demand and income from falling.

This can happen because the Government undertakes investment because it is not motivated by profit motive but by the considerations of promoting social interest and economic growth. It is because of this that the role of the Government has greatly increased for overcoming recession in the capitalist countries.

The Keynesian Explanation of Great Depression: The Impact of Multiplier:

During the 1930s the capitalist economies experienced severe depression which caused widespread involuntary unemployment, substantial loss of output and income and crushing hunger and poverty among the working classes. The classical economists attributed this unemployment and depression to the higher wage rates maintained by the trade unions and the Government.

However, this explanation did not prove to be valid. It was English economist JM Keynes who radically departed from the classical thought and put forward the view that it was the large decline in investment that caused the depression and substantial increase in involuntary unemployment.

According to Keynes, the investment was highly volatile and it was a drastic decline in it due to the pessimistic expectations of the entrepreneurs about the prospective profits from investment that brought about a decline in aggregate demand (expenditure) which through working of the multiplier in the reverse caused a magnified fall in income (output) and employment.

For example, during the first four years (1929-33) of depression in the USA the unemployment which was only 3.2 per cent in 1929 soared to 25 per cent in 1933, that is, one out of four in the labour force in the United States became unemployed. The level of national income dropped from $ 315 billion in 1929 to $ 222 billion in 1933 at 1972 prices, a decline of $ 93 billion in just four years. According to Keynes, this was caused by a drastic fall in investment from $ 56 billion in 1929 to $ 8.5 billion in 1993.

The huge decline in national income and the emergence of unemployment in the USA, UK and other industrialized capitalist countries during the period of depression is graphically shown in Fig. 10.6. It is assumed that to begin with, say in 1929, the aggregate demand curve C + I 2 intersects 45° line at point H and determines equilibrium level of income at full-employment or potential output level OY 1 .

The sharp decline in investment by the amount HT due to the fall in profitability of investment following a crash in stock markets in 1929 and other unfavourable events caused a downward shift in the aggregate demand curve to C +I 1 (where I 1 < I 2 ). This new aggregate demand curve C + I 1 intersects the 45° line at point E and accordingly determines equilibrium level of income OY 1 which is much lower than full-employment level OY F and thus represents a state of depression with a large unemployment of workers.

The important point made by Keynes was that income would not fall merely equal to the decline in investment but by a multiple of it. In fact, during the depression period of 1930s, it actually happened so and is evident from Table 10.1. It will be seen from Figure 10.6 that the decline in national income Y F Y 1 is not equal to the fall in investment by HT by out by a multiple of it. Y F Y 1 is twice that of HT.

This is due to the working of multiplier in the reverse. Further note that after taking into all leakages in the multiplier process it has been assumed that marginal propensity to consume is equal to 0.5 which yields the value of multiplier 1/1-MPC = 1/1-1/2 = 2, This is why fall in income by Y F Y 1 is twice the decline in investment by HT.

Now, the historical record of this period about the various components of aggregate demand of the US economy shows that changes in net exports and Government expenditure were quite small and they mostly offset each other during the period 1929-33.

The drastic drop in private investment appears to be the basic reason for the huge fall in aggregate demand or spending. The private investment which was $ 56 billion in 1920 fell to only $8.5 billion in 1933 in the USA, the decline of $ 47.5 billion in four years. But, as has been explained by Keynes, the decrease in aggregate expenditure was not merely equal to $ 47.5 billion, but by a multiple amount due to the operation of the multiplier in the reverse.

It has been estimated that taking into account all leakages in the multiplier process, the value of the multiplier was around 2 during the period. Therefore, as a result of sharp decline in investment by $ 47.5 billion and consequently operation of the multiplier in the reverse there was a fall in the induced consumption expenditure.

Thus, as a result of the sharp drop in private investment and resultant fall in induced consumption due to working of multiplier caused much bigger decrease ($ 93 billion) in the level of aggregate effective demand, income and output. This is in accordance with the value of multiplier being equal to around 2. Multiplier is here equal to

∆Y/∆I = 93/47.3 =1.96

Thus, the Keynesian theory of income determination provides a fairly accurate explanation of the first four years of the great depression. This looks rather simple but during the early 1930s it was not understood at all. Only after the Keynesian prescription to ward off depression and involuntary unemployment, namely, launching by the Government public works programme financed by the deficit budgets to raise aggregate demand, such as adopted under New Deal Policy in the USA proved to be a great success that economists and intellectuals were convinced about the validity of the Keynes' explanation of depression.

An important result of the success of the Keynesian model was that fiscal policy as an instrument for controlling business cycles came into prominence. Further, it now became clear that the Government intervention, through the adoption of appropriate fiscal and monetary policies, can avert the collapse of the economy such as that happened during 1929-33.

Limitations of Working of Keynesian Multiplier in the Developing Countries:

The Old View:

In the early fifties an eminent Indian economist Dr. VKRV Rao and some others explained that in developing countries like India Keynesian multiplier did not work in real terms, that is, does not operate to increase income and employment by a multiple of the initial increase in investment.

He claimed that the concept of investment multiplier was valid in the context of the situation of depression in the industrialized developed economies of the UK and the USA where there existed a lot of excess productive capacity and a larger number of open involuntary unemployment. He argued that in such a situation of a depressed economy there was a high elasticity of supply of output to changes in demand for them.

Therefore, in the developed capitalist economies ridden with depression increase in investment leading to successive rounds of consumption expenditure raises aggregate demand. Due to the existence of large excess capacity and involuntary unemployment under conditions of depression aggregate supply of outputs highly elastic, increase in aggregate demand brings about increase in real income, output and employment which is a multiple of original increase in investment.

On the other hand, they claimed that in underdeveloped countries there was little excess capacity in consumer goods industries and therefore supply of output was inelastic. Therefore, when there is injection of investment, and as a result through successive rounds of the operation of multiplier, aggregate demand for consumer goods increases, it results mainly in rise in money income brought about through rise in prices and not an increase in real national income.

The second condition, according to Dr. Rao and his followers, for the working of multiplier in raising national income and employment was that the supply of raw materials, financial capital must be sufficiently elastic so that when aggregate demand increases as a result of multiplier effect of increase in investment the supply of output could be increased adequately to meet this higher demand for goods and services.

They argued that in underdeveloped countries like India due to under developed nature of their economies, there was acute scarcity of raw materials, other intermediate goods such as steel, cement and financial capital which put great obstacles for the working of multiplier in real terms.

The third condition required for the working of multiplier in real terms was that there should be involuntary open unemployment so that when aggregate demand for goods increases as a consequence of new investment, the adequate supply of workers must be forthcoming to be employed in the production processes of various industries.

They argued this condition too was not fulfilled in the under developed countries where there existed disguised unemployment, especially in the agricultural sector. The disguisedly unemployed workers who are supported by joint family system could not be easily shifted to be employed in the industries for expansion of output to achieve the multiplier effect.

Lastly, it was pointed out that the under developed countries like India had predominantly agricultural economies and income elasticity of demand for food grains was very high in these economies. In view of this when increase in investment leads to the rise in money incomes of the people, a large part is spent on food grains.

But the supply of agricultural products is inelastic because their production is subject to uncertain natural factors like monsoon and climate and further there was lack of irrigation facilities, improved seeds, fertilizers etc. Hence it was difficult to increase agricultural production in response to the increase in demand through the multiplier effect of increase in investment.

It follows from above that the Keynesian assumptions for the working of multiplier in real terms, namely:

(a) The supply of output of goods is elastic due to the existence of large excess capacity,

(b) The supply of raw materials and other intermediate goods can be adequately increased,

(c) There exist involuntarily unemployed workers searching for work and,

(d) Sufficiently elastic agricultural output.

In view of the earlier economists these assumptions for realizing the multiplier effect in terms of rise in real income and employment were not valid in case of under developed countries. Therefore, according to them, Keynesian multiplier did not operate in real terms in under developed countries and actually leads to the rise in price or inflationary conditions in them.

The Modern View:

We have explained above the views of some eminent Indian economists, such Dr. VKRV Rao, Dr. AK Dass Gupta, expressed during the early fifties regarding non-operation of the Keynesian multiplier in the under developed countries. But the situation in the present-day developing countries has substantially changed in the last 60 years.

There has been a lot of economic growth and structural transformation in the Indian economy during the last half a century so that supply conditions today have become significantly elastic. So in the present state of the Indian economy and also of some other developing economies, it cannot be said that Keynesian multiplier is not applicable in real terms in them.

However, it may be noted that even in the fifties and early sixties the view that Keynesian multiplier did not work in the under developed countries did not go entirely unchallenged. Thus commenting on Dr. Rao's article, Dr. KN Raj remarked that “Discarding the Keynesian thesis as altogether inoperative in under developed countries is really throwing the baby away with the bath water”.

Similarly, Dr. DR Khatkhate wrote, “In conclusion we may state that the multiplier can operate in an under developed economy when it is associated with a carefully designed pattern of investment. The theory that the multiplier works in a backward economy only with reference to the money income is based on static assumptions and is, therefore, not correct”.

Likewise, Dr. Ashok Mathur writes:

“Our main objection against the view that Keynesian multiplier does not operate in the under developed countries is that it views the operation of multiplier process in a completely static setting and as a purely short-period concept, whereas the very rationale of economic development is long-run dynamic change. Once we relax these two restrictive assumptions, the essential content of the Keynesian multiplier, that is, increase of investment results in an increase in output which is much in excess of the original outlay on investment, holds true in case of the developing as much as in the developed economies”

At present, in the beginning of the new millennium as a result of economic growth both in the industrial and agricultural sectors the Indian economy has a widely diversified structure and supply of output has become quite elastic, at least in the industrial sector.

Besides, at times there is a lot of excess or unutilized capacity in several industries in India due to the deficiency of aggregate demand. The potential for increasing raw materials and intermediate products such as cement, steel and fertilizers has significantly increased to meet the rising demand for them.

If there is injection of investment it will result in manifold increase in output or real income and employment through the working of the multiplier. If the injection of new investment package is quite diversified and balanced, as is generally planned in our Five Year Plans, the investment and growth in several industries simultaneously will create not only additional demand for each other as was visualized by Nurkse but will also create productive capacities in them which will ultimately over a period of result in multiple increase in output and employment.

It is worth noting that in India today there is not only a lot of preexisting excess production capacity in the Indian industries but new investment every year also creates additional production capacity which with some time-lag will result in increase in real income or output, if adequate aggregate demand is forthcoming for its utilisation. Harrod-Domar in their famous dynamic growth models emphasized that investment not only creates demand but also new productive capacity.

Thus, if we look at increment in investment from the viewpoint of dynamics of development and take a longer time horizon, multiplier effect of new investment in the developing countries can become a reality. It is true that increase in money incomes and demand may tend to occur ahead of the increase in real income but subject to some time-lag between investment and consequent increase in production capacity, the latter would tend to catch up with the former.

The significant point to note is that investment not only creates demand but it also creates production capacity. Ultimately there is no reason as to why multiplier effect of new investment on real income or output may not materialize, though the actual period required for realisation of the multiplier effect depends on various time-lags in the process of income generation and capacity creation.

The wider the range to industries over which initial investment is undertaken, the greater will be the multiplier effect. This is because monetary demand or expenditure generated by investment in any one industry would be easily met by the increase in production capacity in a variety of industries. In this way increase in demand resulting from investment would not lead to rise in prices but will cause real output to rise.

Agriculture and Multiplier:

The argument for non-operation of multiplier in underdeveloped countries was also partly based on the inelastic nature of supply of agricultural output especially food grains as it was pointed out that a large part of monetary demand or money incomes generated by investment would be spent on food grains.

Inability to meet the rise in demand for food grains would cause rise in price level or inflation in the economy rather than increase in real output. It may be pointed out that thanks to the spread of green revolution technology expansion in irrigation facilities in various states of India, food grain production can be adequately increased in response to rising demand for food grains.

Furthermore, it was asserted by Dr. Rao, the existence of disguised unemployment in underdeveloped countries instead of Keynesian type involuntary open unemployment also prevented the working of multiplier in real terms.

In the Indian economy today there are a large number of involuntarily unemployed workers crying out for employment. So this argument for failure of multiplier to work in real terms no longer holds good in the present economic situation.

สรุป:

To conclude, in the present economic situation of the Indian economy with a lot of excess production capacity in several consumer goods industries and a large potential for expanding agricultural production, increase in investment would produce a real multiplier effect on increasing real income and output without causing inflationary pressures in the economy.

Multiplier effect of new investment can be further increased, if investment package is quite diversified covering a large number of industries (including agriculture) so that monetary demand and income generated by any one industry can be adequately met by increase in output capacity in other industries.

Further, even when there is no preexisting excess capacity in the industries increase in investment leads to the increase in demand for consumption goods which in turn causes further rise on investment to meet that consumption demand. The effect of increase in consumption demand on expansion in investment is generally referred to as accelerator. Indeed, the combined working of multiplier and acceleration, which is called super-multiplier, leading to manifold increase in output can take place in the growth process in the developing countries like India.

 

แสดงความคิดเห็นของคุณ