ทฤษฎีการเติบโตทางเศรษฐกิจ - ภาพรวม

ทฤษฎีการเติบโตทางเศรษฐกิจ - ภาพรวม!

บทนำ:

ทฤษฎีการเติบโตแบบคลาสสิกสามารถอธิบายได้ด้วยวิธีง่าย ๆ - ด้วยจำนวนแรงงาน (สมมติว่าทฤษฎีค่านิยมของแรงงาน) ในระดับหนึ่งของการผลิตค่าจ้างจะจ่ายให้คนงานแต่ละคนตามระดับการยังชีพและส่วนเกินใด ๆ (TP - TC = ส่วนเกินทั้งหมด) ที่สะสมโดยนายทุนการสะสมเช่นนี้จะเพิ่มความต้องการแรงงานทอร์และด้วยจำนวนประชากรที่กำหนดค่าแรงจะมีแนวโน้มสูงขึ้น

เมื่อค่าแรงสูงกว่าระดับการยังชีพชั่วคราวประชากรจะเพิ่มขึ้นตามทฤษฎีประชากรแมลธัส เมื่อมีการเติบโตของประชากรอุปทานของแรงงานก็จะเพิ่มขึ้นและค่าแรงก็จะถอยกลับไปสู่ระดับการยังชีพ

การเปลี่ยนแปลงของการเจริญเติบโตสิ้นสุดลงเมื่อกฎหมายว่าด้วยผลตอบแทนลดลงและค่าจ้างกินการผลิตทั้งหมดโดยไม่เหลือส่วนเกินสำหรับการสะสมการขยายตัวและการเติบโตของประชากร 'พลวัตอันงดงาม' ไม่ได้จบลงด้วยการระเบิด แต่เสียงครวญครางดังรูปที่ 18.1 แสดงให้เห็น

แกนแนวตั้งวัด TP และแกนแนวนอนวัดได้ L = ค่าแรงและเส้น OW เป็นค่าจ้างในการดำรงชีวิต ด้วยประชากร 1 คนการผลิตคือ OP ค่าจ้างต่อหน่วยคือ N 1 W 1 และส่วนเกินหรือกำไรคือ N 1 E 1 เมื่อ TP = ค่าจ้าง + กำไร

การเกิดขึ้นของส่วนเกินทำให้เกิดการสะสมซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความต้องการแรงงาน ค่าแรงสูงขึ้นเป็น E 1 N 1 เนื่องจากความต้องการใช้ L เพิ่มขึ้นด้วยการสะสม แต่จำนวนประชากรและทำให้อุปทาน L ยังคงที่ที่ ON 1 แต่เมื่อค่าแรงสูงกว่าระดับการยังชีพเช่น N 1 E 1 > N 1 W 1 การเติบโตของประชากรจะถูกกระตุ้นให้อยู่ที่ ON 2

เมื่อประชากรอยู่ที่ 2 ส่วนเกินจะปรากฏขึ้นอีกครั้งเช่น W 2 E 2 เนื่องจากค่าแรงถูกผลักดันกลับไปสู่ระดับการยังชีพและกระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนกว่าเศรษฐกิจจะถึงจุด E ที่สถานะนิ่งอยู่ ในฐานะที่เป็น W = TP จะไม่มีส่วนเกินและถึงวันแห่งการลงโทษ หากมีการแนะนำความก้าวหน้าทางเทคนิค (เปลี่ยน TP เป็น TP ') ดังนั้นวันแห่งการลงโทษจะถูกเลื่อนออกไป แต่จะไม่ถูกกำจัด

ข้อ จำกัด ของรุ่น :

(1) บทบาทของความก้าวหน้าทางเทคนิคได้รับการประเมินต่ำกว่าในแบบจำลอง ประสบการณ์ได้แสดงให้เห็นว่าบทบาทของ DR ซึ่งเป็นตัวชี้ไปยังวันแห่งการลงโทษได้ลดลงอย่างแน่นอน

(2) กฎหมายค่าแรงเหล็กซึ่งแสดงให้เห็นว่าค่าแรงนั้นไม่สามารถอยู่เหนือระดับการยังชีพได้เนื่องจากกฎของประชากรแมลธัสได้รับการน่าอดสูเป็นคำอธิบายเพียงคำเดียวของการกำหนดค่าจ้าง กฎเหล็กของค่าแรงนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของอุปทานในขณะที่ค่าแรงถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทาน ไม่คำนึงถึงบทบาทของสหภาพแรงงานในการพิจารณาค่าจ้าง

(3) ทฤษฎี Malthusian ของการเติบโตของประชากรพบว่ามีการเข้าใจผิดในแง่ของประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในยุโรปที่ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การโต้แย้งของมัลธัสนั้นเมื่อใดก็ตามที่ค่าแรงสูงกว่าระดับการยังชีพผู้คนมักจะมีลูกมากกว่าสิ่งอื่น ๆ ดูเหมือนจะยอมรับไม่ได้ทั้งในเชิงตรรกะและเชิงประจักษ์

(4) รูปแบบคลาสสิกดูเหมือนจะง่ายเกินไปที่จะอธิบายถึงปัจจัยที่ซับซ้อนซึ่งมีอิทธิพลต่อการเติบโต

ทฤษฎีของเคนส์และทฤษฎีคลาสสิค :

มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะสังเกตว่าในทฤษฎีคลาสสิกเงินเป็น 'ผ้าคลุมหน้า' และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดปัจจัยที่แท้จริงเช่นผลผลิตและการจ้างงาน เงินไม่มีบทบาทในการวิเคราะห์ดุลยภาพของมูลค่าและการกระจายตัวในระบบคลาสสิกในขณะที่เงินในแบบจำลองของเคนส์มีแนวโน้มที่จะมีอิทธิพลต่อค่าสมดุลของผลผลิตและการจ้างงาน ต่อมา Patinkin พยายามที่จะรวมมูลค่าและทฤษฎีการเงินโดยการแนะนำผลสมดุลที่แท้จริง

หนึ่งในแหล่งที่มาหลักของความขัดแย้งระหว่าง Keynesian และทฤษฎีคลาสสิกอยู่ในวิธีที่ความแตกต่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานของเงินควรได้รับการแก้ไข ในทฤษฎีคลาสสิกการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินจะเพิ่มการถือเงินสดที่ไม่พึงประสงค์และเนื่องจากบุคคลที่มีเหตุผลไม่ถือเงินเพราะเห็นแก่ตนเองเงินส่วนเกินจะถูกใช้ไปกับสินค้าและบริการผลักราคาขึ้นไปด้วยระดับที่กำหนด เอาท์พุต

กลไกอธิบายด้วยความช่วยเหลือของทฤษฎีปริมาณ: MV = PT โดยที่ M = ปริมาณเงิน V = Velocity, P = ระดับราคาและ T = ธุรกรรมทั้งหมด สันนิษฐานว่า V และ T ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น ในสถานการณ์เช่นนี้การขยายตัวของ M จะมีผลกระทบโดยตรงและบวกกับราคา อย่างไรก็ตามนักวิจารณ์ได้แย้งว่าถ้าทั้ง V หรือ T หรือทั้งสองเปลี่ยนแปลงด้วยการเปลี่ยนแปลงใน M แล้วความสัมพันธ์โดยตรงระหว่าง M และ P ไม่น่าจะถือ

'ผู้สร้างรายใหม่' ชี้ให้เห็นว่าตราบใดที่ความต้องการเงินยังคงมีเสถียรภาพการขยายตัวของ M จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาแม้ว่าจะไม่เห็นผลทันที ในราคาที่สูงขึ้นการขยายตัวของปริมาณเงินจะสอดคล้องกับความต้องการธุรกรรมทั่วไป (k) ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนของรายได้คงที่ (Y) หรือ M = kY

ในทฤษฎีของเคนส์การขยายตัวของปริมาณเงินจะขึ้นราคาพันธบัตรและลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มระดับการลงทุนผลผลิตและการจ้างงานและอาจนำไปสู่ผลกระทบรองต่อราคา หากมีกำลังการผลิตส่วนเกินผลกระทบต่อราคาของปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งน้อยลง หากเรามีความกังวลกับสถานการณ์การทำงานไม่เต็มวันราคาจะไม่ได้รับผลกระทบตราบใดที่อุปทานของผลผลิตที่เกี่ยวกับปริมาณเงินมีความยืดหยุ่น ดังนั้นผลกระทบอาจมีต่อรายได้ผลผลิตและการจ้างงาน

ทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ :

มาร์กซ์ปฏิเสธคุณสมบัติที่สำคัญบางประการของทฤษฎีคลาสสิกของการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสนอทฤษฎีของเขาเองภายในกรอบทางสังคมและประวัติศาสตร์ที่กองกำลังทางเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญ ในทฤษฎีมาร์กซิสต์กฎแห่งการลดน้อยลงได้ถูกยกเลิกเพราะมาร์กซ์เชื่อว่าทฤษฎีคลาสสิกของรัฐเครื่องเขียนเป็นการสร้างการกระทำของมนุษย์มากกว่าผลสุดท้ายของกฎธรรมชาติที่ไม่เปลี่ยนรูป ด้วยเหตุผลที่คล้ายกันมาร์กซ์ยังได้ศึกษาทฤษฎีของแมลธัสประชากรอีกด้วย

Marx พิจารณาการพัฒนาทางเศรษฐกิจจากมุมมองทางสังคมและประวัติศาสตร์ แต่ละขั้นตอนของการเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานของภาษา Hegelian ในเกมแห่งความขัดแย้งที่ซึ่งวิทยานิพนธ์ได้สร้างการต่อต้านวิทยานิพนธ์และความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองทำให้เกิดการสังเคราะห์ มาร์กซ์ย้ำว่าด้วยลัทธิทุนนิยมความสัมพันธ์ทางสังคมของการผลิตมีความสำคัญมากกว่าการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสินค้า

ลักษณะทางสังคมของแรงงานได้รับการเน้นเป็นพิเศษ มาร์กซ์แย้งว่าผลิตภาพแรงงาน 'เป็นของกำนัลไม่ใช่จากธรรมชาติ แต่เป็นของประวัติศาสตร์ที่โอบกอดหลายพันศตวรรษ' อย่างไรก็ตามแนวคิดของมาร์กซ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการผลิตค่อนข้างคลุมเครือ มันถูกตีความว่าเป็น 'สารอินทรีย์ทั้งหมด' โดยองค์กรและทักษะแรงงานสถานะของแรงงานในสังคมความรู้ทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์และการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่แน่นอน

ในการวิเคราะห์มาร์กซิสต์ 'ความสัมพันธ์ของการผลิต' เหล่านี้เป็นตัวกำหนดสังคมและวัฒนธรรมของสังคม คาร์ลมาร์กซ์เชื่อว่าลัทธิทุนนิยมจะไม่จบลงในสภาวะ 'นิ่งเฉย' แบบคลาสสิก ค่อนข้างจะทำลายด้วย 'ปัง' 'เมื่อผู้เวนคืนถูกเวนคืน' ที่นี่เราจะวิเคราะห์มุมมองทางเศรษฐกิจในทฤษฎีมาร์กซ์เท่านั้น

รูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจของมาร์กซิสต์ขึ้นอยู่กับ 'กฎหมาย' ที่มี พลวัตสำคัญ :

(1) กฎการสะสมทุนซึ่งบอกว่าความปรารถนาสูงสุดของนายทุนคือการสะสมทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ

(2) กฎหมายว่าด้วยแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไรซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ระบบทุนนิยม

(3) กฎหมายของการเพิ่มศูนย์รวมและความเข้มข้นของเงินทุนซึ่งบอกเราว่าด้วยการเติบโตของทุนนิยมการแข่งขันแบบตัดคอในหมู่นายทุนจะนำไปสู่การทำลายล้าง บริษัท ขนาดเล็กโดย บริษัท ที่ใหญ่กว่าซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของ การผูกขาดและความเข้มข้นของอำนาจทางเศรษฐกิจ

(4) กฎหมายว่าด้วยการเพิ่ม 'การอดอยาก' ซึ่งหมายถึงการเติบโตของความทุกข์ยากของชนชั้นแรงงานที่มีความก้าวหน้าของระบบทุนนิยมซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงค่าแรงที่ถูกผูกติดอยู่กับระดับการยังชีพควบคู่กับสัดส่วนของคนว่างงานที่เพิ่มขึ้น มาร์กซ์เรียกว่า 'กองทัพที่สงวนไว้สำหรับอุตสาหกรรมของแรงงาน' - ทำไปได้โดยการทดแทนทุนสำหรับแรงงานในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค

การทำงานพร้อมกันของกฎหมายเหล่านี้จะสร้างกองกำลังที่ขัดแย้งกันซึ่งท้ายที่สุดก็จะเพิ่มความขัดแย้งในชั้นเรียนระหว่างนายทุนและคนงานหรือระหว่าง 'haves' และ 'have-not's' ทุนนิยมจะต้องเผชิญกับความตายอย่างรุนแรงในการเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายเมื่อผู้ถูกเวนคืนจะถูกเวนคืน ดังนั้นมาร์กซ์จึงเรียกร้องให้มีการเรียกร้อง: 'คนทำงานของโลกรวมกัน' เพราะพวกเขาไม่มีอะไรจะเสียนอกจาก 'ห่วงโซ่' ของพวกเขาและ 'โลกทั้งใบเพื่อพิชิต'

แนวคิดของลัทธิมาร์กซ์เกี่ยวกับแนวโน้มที่ลดลงของอัตรากำไรมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดและสามารถแสดงให้เห็นได้ ตามมาร์กซ์มูลค่าของสินค้า (W) จะได้รับจากผลรวมของ 'ทุนคงที่' (c) + 'ตัวแปรทุน' (q) + 'มูลค่าที่เกินดุล' (s)

หากวันทำงานประกอบด้วย 8 ชั่วโมงและเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้นที่จำเป็นในการผลิตสินค้าเพื่อการยังชีพสำหรับ 4 ชั่วโมงที่เหลือคนงานกำลังสร้างมูลค่าส่วนเกินซึ่งถูกเวนคืนโดยนายทุน อย่างเป็นทางการมากขึ้น W = c + q + s และ X = s / q โดยที่ x คืออัตราของมูลค่าส่วนเกินหรืออัตราของ 'การหาประโยชน์' ดังนั้นในตัวอย่างข้างต้น

4 ชม. / 4 ชม. = 100% = X

อัตรากำไร (P) ในการวิเคราะห์ของ Marxian นั้นได้รับจาก

ให้ S / q = X คืออัตราการเอารัดเอาเปรียบและ c / q = J หรือ 'องค์ประกอบอินทรีย์ของทุน' จากนั้นเรามี p = X / 1 + J ตอนนี้เป็นที่ชัดเจนว่าถ้า X ยังคงที่ P และ J จะมีความสัมพันธ์แบบผกผัน การเพิ่มขึ้นของ J จะเกิดขึ้นเมื่อระบบทุนนิยมพัฒนาไปพร้อมกับการสะสมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้นายทุนจะใช้เงินทุนแทนแรงงานเมื่อใดก็ตามที่ค่าแรงมีแนวโน้มสูงกว่าระดับการยังชีพเพื่อรักษาอัตรากำไร

กระบวนการนี้จะนำไปสู่การว่างงานที่สูงขึ้นในหมู่ชนชั้นแรงงานและทำให้ขั้วของกองกำลังมีความคมชัดขึ้น ในทางกลับกันวิกฤตของลัทธิทุนนิยมจะสะท้อนให้เห็นในความผันผวนของการเติบโตเป็นระยะและแนวโน้มของอัตรากำไรที่ลดลงซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันแบบตัดคอในหมู่นายทุนซึ่งจะนำไปสู่การผูกขาด ในที่สุดความขัดแย้งระหว่าง 'ชนชั้นกรรมาชีพที่ไม่มั่นคง' และนายทุนจะทำให้เสียชีวิตจากระบบทุนนิยม

เป็นที่น่าสนใจที่จะสังเกตว่าแนวโน้มของอัตรากำไรที่ลดลงอาจไม่สามารถมองเห็นได้ในระบบเศรษฐกิจเสมอไป สิ่งนี้สามารถแสดงให้เห็นได้อย่างง่ายดายในโมเดลมาร์กซ์ เรามี P = X / 1 + J. สร้างความแตกต่าง P ด้วยความเคารพต่อเวลาที่เราได้รับ

โปรดทราบว่าอัตรากำไรจะเพิ่มขึ้นหากอัตราการแสวงหาผลประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าองค์ประกอบทางอินทรีย์ของทุน แม้ว่าการเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบทางอินทรีย์ของเงินทุนจะสูงกว่าอัตราการแสวงหาผลกำไรไม่ว่ากำไรจะลดลงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่าง dx / dt และผลิตภัณฑ์ของอัตรากำไรและ dj / dt

เพื่อให้อัตรากำไรลดลง Pdj / dt (ซึ่งเป็นลบ) ต้องมากกว่า dx / dt แต่อัตราการแสวงประโยชน์ที่แน่นอนและการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงของเงินทุนอาจไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันเนื่องจากการเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบทางอินทรีย์ของทุนจะช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานซึ่งอาจเพิ่มอัตราการแสวงประโยชน์หรือเพิ่มค่าแรงจริง หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ความมั่นคงภายในของแบบจำลองลัทธิมาร์กซ์ได้ถูกสอบสวน

นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบทางอินทรีย์ของเงินทุนสามารถเพิ่มอัตราผลกำไรด้วยการเพิ่มผลผลิตและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ความรุนแรงของการแข่งขันในหมู่นายทุนลดลง ความก้าวหน้าทางเทคนิคอาจเป็นกลางหรือแม้กระทั่งการใช้แรงงาน ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของกำลังแรงงานสำรองของกองทัพอุตสาหกรรมและการลดลงของค่าแรงในส่วนของรายได้ประชาชาติอาจไม่เกิดขึ้น

การวิพากษ์วิจารณ์อื่นมักจะยกระดับให้กับโมเดลของมาร์กซิสต์อาจถูกกล่าวถึงสั้น ๆ มีการยืนยันว่าความสัมพันธ์ของมาร์กซ์ระหว่างการเติบโตของขนาด บริษัท โดยเฉลี่ยและการเพิ่มขึ้นของระดับความเข้มข้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเสมอไป อย่างไรก็ตามสัดส่วนการว่างงานเพิ่มขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา

สังเกตุค่าจ้างของรายได้ประชาชาติในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ยังคงค่อนข้างคงที่อยู่เป็นเวลานานและปรากฏการณ์นี้ดูเหมือนจะทำให้กฎหมายของมาร์กซ์อ่อนแอลง ในทางตรงกันข้ามการทำนายของมาร์กซ์เกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มข้นและการรวมศูนย์ของทุนไม่ได้ถูกปฏิเสธ อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนเอาท์พุท - ทุนในประเทศที่พัฒนาแล้วอาจสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของทั้งการสะสมและค่าแรงที่แท้จริงปรากฏการณ์ที่มาร์กซ์อาจไม่ได้มองเห็นภายใต้กรอบการวิเคราะห์ที่เข้มงวดของเขา

ทฤษฎี 'การพัฒนา' ของ Rostow :

ทฤษฎีนี้ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจากการพัฒนาน้อยไปสู่การพัฒนาเป็นไปได้ผ่านชุดของขั้นตอน สิ่งที่สำคัญที่สุดของสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่า 'ขึ้นเวทีเมื่อการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงค่านิยมดั้งเดิมและในสถาบันทางสังคมการเมืองและเศรษฐกิจของเศรษฐกิจที่ด้อยพัฒนาก็เอาชนะไปได้ในที่สุดและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ก็เริ่มขยายตัว ทฤษฎีนี้อาจได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากการมองการพัฒนาว่าเป็นเรื่องของการออมและการลงทุนที่สูงขึ้น

การออมและการลงทุน :

ทุนทางกายภาพเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด ในการลงทุนประเทศต้องบันทึกหรือต้องเข้าถึงการออมจากต่างประเทศผ่านสินเชื่อและการช่วยเหลือ หากการออมในประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการสะสมทุนดังนั้นต้องให้ความสนใจกับนโยบายเพื่อส่งเสริมการออม

การออมขึ้นอยู่กับความพร้อมของเครื่องมือการออม - ระบบธนาคารที่ให้บริการการฝากเงินที่สะดวก มีหลักฐานว่าความไม่มั่นคงทางการเงินอย่างรุนแรงขัดขวางการออม เมื่อผลตอบแทนจากการออมกลายเป็นลบหนึ่งในสามสิ่งที่เกิดขึ้น: ครัวเรือนลดการออมของพวกเขาหรือพวกเขาเปลี่ยนการออมในต่างประเทศหรือพวกเขาสะสมการออมของพวกเขาในสินทรัพย์ที่ไม่ก่อผลเช่นทอง สภาพแวดล้อมทางการเงินสำหรับการออมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องทางในการออมจากครัวเรือนไปสู่ ​​บริษัท ที่ลงทุน

นอกเหนือจากภาคเอกชนแล้วรัฐบาลยังมีผลกระทบต่อการออมของประเทศผ่านนโยบายงบประมาณ นอกจากนี้ยังสามารถดึงเงินออมจากต่างประเทศเพื่อนำเงินมาลงทุน เศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาสามารถแตะเงินออมจากต่างประเทศได้สามวิธี ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือ บริษัท ต่างชาติลงทุนโดยตรงในประเทศ วิธีที่สองคือประเทศสามารถแตะทรัพยากรต่างประเทศโดยการยืมในตลาดทุนโลกหรือจากสถาบันเช่นธนาคารโลก ความเป็นไปได้ที่สามคือประเทศอาจได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศจากประเทศอุตสาหกรรม

ความสำคัญของแหล่งที่มาของการประหยัดภายนอกทั้งสามนี้มีความแตกต่างกันไปตามกาลเวลาและระหว่างประเทศ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการออมภายนอกสามารถเสริมการออมในประเทศได้เหมือนที่เคยทำมา แน่นอนว่าการออมจากต่างประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญกว่ายิ่งรายได้ต่อหัวต่ำลง

จำนวนเงินออมไม่ว่าจะเป็นแหล่งใดจะกำหนดปริมาณการลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ประสิทธิภาพการลงทุนอาจแตกต่างกันอย่างกว้างขวาง ความแตกต่างที่มากขึ้นในการเพิ่มผลผลิตของการลงทุนทั่วประเทศมุ่งเน้นความสนใจไปที่นโยบายและกลยุทธ์การพัฒนาที่มีผลต่อประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

โมเดลการเจริญเติบโตของ Harrod-Domar :

รุ่นนี้ถือว่า:

(a) เศรษฐกิจถูกปิดโดยไม่มีรัฐบาล ดังนั้นเงื่อนไขสำหรับดุลยภาพคือการลงทุนตามแผนจะเท่ากับการออมตามแผน

(b) มีเพียงสองปัจจัยของการผลิต, แรงงาน (L) และทุน (K) และไม่มีความก้าวหน้าทางเทคนิค

(c) แรงงานเป็นเนื้อเดียวกันวัดในหน่วยงานของตนเองและเติบโตในอัตราการเติบโตตามธรรมชาติคงที่ n.;

(d) มีการคืนค่าคงที่แบบมาตราส่วน ซึ่งหมายความว่าหากทั้ง L และ K เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่กำหนดเอาท์พุทก็จะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนนั้นเช่นกัน

(e) การออม (S) เป็นสัดส่วนของรายได้คงที่ (Y) นั่นคือ S = sY โดยที่ s คือทั้ง APS และ MPS การลงทุน (I) เป็นแบบอัตโนมัติและไม่มีค่าเสื่อมราคา

(f) รายได้ประชาชาติที่มีศักยภาพ (Y P ) เป็นสัดส่วนกับปริมาณของ K และ L ดังนั้นเราสามารถเขียน L = uY P และ K = vY P โดยที่ u คืออัตราส่วนเงินทุนคงที่และคุณเป็นค่าคงที่ อัตราส่วนแรงงานต่อผลผลิต นี่คือฟังก์ชั่นการผลิตตามสัดส่วนคงที่ด้วย isoquant รูปตัว L ดังในรูปที่ 18.2 ทั้ง K และ L จะต้องใช้งานในสัดส่วนคงที่: ตามรูปที่ 18.2 แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มทุนและแรงงานจาก OK 1 และ OL 1 เป็น OK 2 และ OL 2 เพิ่มผลผลิตจาก Q 1 เป็น Q 2 (จาก A ถึง B) การเพิ่มปัจจัยเพียงปัจจัยเดียวเท่านั้นจะทำให้เอาต์พุตไม่เปลี่ยนแปลง (จาก A ถึง C)

ในรูปที่ 18.3 เราเริ่มต้นจากความสมดุล A และการลงทุนเริ่มต้นที่ 1 ซึ่งเท่ากับ 5 ที่ระดับรายได้ OY 1 เมื่อเวลาผ่านไปการลงทุนจะเพิ่มในหุ้นทุนและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของการลงทุนกล่าวกับ OY 2 การวิเคราะห์ต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของผลผลิตที่อาจเกิดขึ้น (∆Y P ) คือ: K = vY P ดังนั้น ∆K = v∆Y P แต่ +K + I 1 ดังนั้นเราจึงมี ∆Y P = I 1 / v …… (1)

ระดับรายได้ใหม่ OY 2 จะเป็นดุล Y หากค่า AD เพิ่มขึ้น สมมติว่าฟังก์ชั่น C และ S มีความเสถียรดังนั้นความต้องการที่เพิ่มขึ้นจะต้องมาจากการเพิ่มขึ้นของ I. การลงทุนจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น l 2 ดังรูปที่ 18.3 โดยที่ l 2 ตัดกับเส้นการออมที่จุด B ที่ OY 2 รายได้ดุล

ในฐานะที่เป็น K ใหม่จากพิเศษนี้ฉันเข้ามาดำเนินการผลผลิตที่มีศักยภาพจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งพูดกับ OY 3 เพื่อให้เป็นดุลยภาพ Y การลงทุนจะต้องเพิ่มขึ้นอีกครั้งและเมื่อกระบวนการเจริญเติบโตดำเนินต่อไป

นี่คืออัตราการเจริญเติบโตที่รับประกันโดย Harrod (g w ) ซึ่งสามารถรับได้ดังนี้: ∆Y = I / v (จากสมการ 1) ในดุลยภาพเรามี I = S = sY

โดยการทดแทน ∆Y = sY / v การจัดเรียงใหม่ ∆Y / Y = s / v = g w นี่คืออัตราการเติบโตของผลผลิตที่จำเป็นในการรักษาเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่สมดุล มันเป็นอัตราการเติบโตที่รับประกันโดย Harrod ตัวอย่างเช่นสมมติ v = 4 และสัดส่วนการออม s = 0.2 อัตราการเจริญเติบโตที่รับประกัน (g w ) จะเป็น g w = 0.2 / 4 = 5%

ซึ่งหมายความว่าการเติบโต 5% จะเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาระดับศักยภาพและดุลยภาพเอาท์พุทให้เท่ากัน ดังนั้นอัตราการเติบโตที่รับประกันสามารถเพิ่มขึ้นได้โดยนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความโน้มเอียงที่จะบันทึกหรือลดอัตราส่วนเงินทุนด้วยการวัดประสิทธิภาพการผลิตของเค

ในการส่งออกรูปแบบนี้สามารถเติบโตได้ในอัตราที่รับประกัน s / v หากมีแรงงานเพียงพอ สันนิษฐานว่ากำลังแรงงานเพิ่มขึ้นในอัตราคงที่ n ถ้า n> s / v, อัตราการรับประกันสามารถทำได้ แต่จะนำไปสู่อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น; ถ้า n <s / v, อัตราการเติบโตที่แท้จริงจะลดลงจากอัตราการรับประกันและทุนที่ว่างงานจะถูกสร้างขึ้น ดังนั้นสำหรับเส้นทางการเติบโตที่สมดุลซึ่งดำรงการจ้างงานทั้ง L และ K อย่างเต็มที่เงื่อนไขต่อไปนี้ต้องเป็นที่พอใจ: n = s / v นั่นคืออัตราการเติบโตที่รับประกันจะต้องเท่ากับอัตราการเติบโตตามธรรมชาติ

น่าเสียดายที่ s, v และ n เป็นค่าคงที่ทั้งหมดในโมเดล Harrod-Domar และไม่เกี่ยวข้องกัน มันจะเป็น 'ฟลุค' ที่สมบูรณ์ถ้า n = s / v เราสามารถสรุปได้ว่าอัตราการเติบโตที่สมดุลของแบบจำลองนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อย่างอัตโนมัติ นอกจากนี้เมื่อ s / v ≠ n เศรษฐกิจจะได้สัมผัสกับการว่างงานแรงงานเพิ่มขึ้น (เมื่อ s / vn) เมื่อเกิดความไม่สมดุลเกิดขึ้นจะไม่มีแรงสร้างขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูเส้นทางการเติบโตของความสมดุล กล่าวอีกนัยหนึ่งความสมดุลในตัวแบบ Harrod-Domar นั้นไม่เสถียรหรือ 'มีดคม' ดุลยภาพ

คำติชม:

(1) ข้อเสียเปรียบหลักของแบบจำลองคือการพึ่งพาฟังก์ชั่นการผลิตแบบยืดหยุ่นซึ่งไม่มีความเป็นไปได้ในการแทนที่ระหว่าง L กับ K มันเป็นเรื่องจริงที่จะสมมติว่ามีการทดแทนระหว่างแรงงานและทุน หากมีการทดแทนปัจจัยบางอย่าง; แผนที่ isoquant จะมีรูปร่างที่คุ้นเคยมากกว่าดังในรูปที่ 18.4 ตอนนี้เป็นไปได้ที่จะเพิ่มผลผลิตจาก Q 1 เป็น Q 2 โดยการเพิ่มทุนจาก OK 1 เป็น OK 2 ทำให้แรงงานไม่เปลี่ยนแปลงหรือโดยการเพิ่มกำลังแรงงานจาก OL 1 เป็น OL 2 ทำให้ไม่เปลี่ยนแปลงทุน

ด้วยฟังก์ชั่นการผลิตประเภทนี้อัตราส่วนเงินทุน (v) สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สมมติว่าอัตราการเติบโตที่เหมาะสมและเป็นธรรมชาตินั้นไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่นให้ s / v> n; ซึ่งหมายความว่าหุ้นทุนเติบโตเร็วกว่ากำลังแรงงานและเร็วกว่าผลผลิต ดังนั้นอัตราส่วนเงินทุนและผลผลิตจะเพิ่มขึ้นและดังนั้น s / v จะลดลง แนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปจนกระทั่ง s / v = n อีกครั้งซึ่งเป็นการเติบโตของรัฐที่มั่นคง ตัวแปรทางเศรษฐกิจทั้งหมดจะเติบโตในอัตราคงที่ซึ่งเท่ากับอัตราการเติบโตตามธรรมชาติ

จากนั้นเศรษฐกิจจะอยู่บนเส้นทางการเติบโตที่สมดุลในระยะยาว มุมมองนี้ว่า s / v ≠ n ใด ๆ จะได้รับการแก้ไขโดยการเปลี่ยนแปลงใน u เป็นพื้นฐานของรูปแบบการเติบโตแบบนีโอคลาสสิคที่เรียกว่าแบบดั้งเดิมซึ่งจะได้รับการพัฒนาในส่วนหลัง ในระหว่างนี้เราจะเห็นการใช้โมเดลที่น่าสนใจในการวางแผนระดับชาติ

การใช้แบบจำลองการเติบโตของ Harrod-Domar ในการวางแผนแห่งชาติ:

จุดศูนย์กลางในทฤษฎีการเจริญเติบโตที่พัฒนาโดย Harrod-Domar นั้นเกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของอัตราการเติบโตที่ไม่เหมือนใครซึ่งอาจเป็นหรือไม่ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติ ด้วยความมุ่งมั่นของชุมชนในการประหยัดและสถานะของความก้าวหน้าทางเทคนิครายได้การลงทุนและเงินทุนมีอัตราการเติบโตที่สม่ำเสมอโดยไม่ซ้ำกันที่สภาพความสมดุลแบบไดนามิกมีความพึงพอใจ นี่คือข้อเสนอพื้นฐานที่จะเข้าสู่แบบจำลองการเติบโตนี้ในทฤษฎีหลังยุคเคนส์

รูปแบบการเติบโตของดุลยภาพประเภทนี้มีสองนัยที่น่าสนใจ

ประการแรกหากทั้งสองประเทศมีอัตราการเติบโตที่สมดุลเท่ากัน แต่หากรายได้ในประเทศใดประเทศหนึ่งสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ช่องว่างที่แน่นอนระหว่างรายได้ทั้งสองจะเพิ่มขึ้นตามเส้นทางของมะนาว

ประการที่สองหากการโกหกรายได้ในประเทศใดประเทศหนึ่งมีขนาดใหญ่กว่าในประเทศอื่น แต่หากหลังมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าเดิมเล็กน้อยรายได้ในประเทศหลัง ๆ จะทันกับรายได้ของอดีต นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เริ่มต้นสายในการแข่งขันการพัฒนาต้องเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าเพื่อนบ้านที่พัฒนาแล้ว

อัตราการเติบโตที่สมดุลพิจารณาจากอัตราส่วนเงินออมและอัตราส่วนเงินทุนมีผลกระทบเชิงนโยบายบางประการสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ความปรารถนาสำหรับอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น อัตราความสมดุลของการเติบโตที่สามารถทำได้แตกต่างกันไปโดยตรงกับอัตราส่วนรายได้ออมทรัพย์และตรงกันข้ามกับอัตราส่วนเงินทุน หากสามารถเพิ่มอัตราส่วนการออมต่อรายได้ให้สูงกว่าระดับที่มีอยู่จะสามารถรับรู้อัตราการเติบโตที่สูงขึ้นได้

นโยบายของการเพิ่มอัตราการเติบโตสูงสุดจะต้องมีมาตรการเพื่อเพิ่มความชอบส่วนรวมเพื่อช่วยชุมชน หาก; ความเอนเอียงเล็กน้อยเพื่อประหยัดสามารถยกสูงกว่าค่าเฉลี่ยเฉลี่ยอัตราส่วนการออมรายได้จะสูงกว่าการเติบโตของรายได้และจากนั้นอัตราการเติบโตสมดุลทางเลือกก็จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

อัตราการเติบโตอาจถูกขยายให้ใหญ่ที่สุดด้วยการลดอัตราส่วนเงินทุน สินค้าโภคภัณฑ์ที่แตกต่างกันมีอัตราส่วนเงินทุนและผลผลิตต่างกันและสินค้าประเภทเดียวกันอาจผลิตด้วยกระบวนการที่ต่างกันซึ่งอาจมีอัตราส่วนเงินทุนและผลผลิตต่างกัน

ดังนั้นโดยทางเลือกที่เหมาะสมของกระบวนการและองค์ประกอบของผลผลิตอัตราส่วนเงินทุนต่อผลผลิตทั้งหมดของเศรษฐกิจทั้งหมดอาจลดลงเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตสูงสุด การเลือกใช้เทคนิคเป็นอุปกรณ์สำคัญในกระบวนการของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสำคัญทางเศรษฐกิจมหภาคของการเลือกใช้เทคนิคในการเพิ่มอัตราการเติบโตด้วยอัตราส่วนการออมที่ได้รับเป็นผลโดยตรงของรูปแบบการเติบโตของ Harrod-Domar

การประยุกต์ใช้แบบจำลองการเจริญเติบโตของ Harrod-Domar อีกอย่างหนึ่งสามารถพบได้ในการวิเคราะห์บทบาทของความช่วยเหลือจากต่างประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจของเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา เริ่มต้นด้วยเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนามีอัตราส่วนการออม - รายได้ต่ำซึ่งให้อัตราการเติบโตที่ต่ำมาก อาจเป็นไปได้ที่จะเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโดยการเพิ่มความชอบส่วนเพิ่มเพื่อประหยัดสูงกว่าความเอนเอียงเฉลี่ยซึ่งจะเพิ่มอัตราส่วนรายได้ออมทรัพย์

หากการออมภายในประเทศได้รับการสนับสนุนจากความช่วยเหลือจากต่างประเทศอัตราการเติบโตอาจเพิ่มสูงขึ้นกว่าสิ่งที่จะบรรลุได้หากปราศจากมัน อัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้นอาจทำให้อัตราการออม - รายได้เพิ่มขึ้นเร็วขึ้นและด้วยเหตุนี้อัตราการเติบโตที่สูงขึ้นอาจเกิดขึ้นได้ในวันก่อนหน้า

ตอนนี้เราสามารถกำหนดอัตราเป้าหมายของการเติบโตซึ่งอาจสูงกว่าอัตราที่บรรลุได้ในปัจจุบัน การออมในประเทศอาจไม่สามารถตระหนักได้ตั้งแต่เริ่มแรก แต่ถ้าอัตราส่วนรายได้ต่อการออมเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของรายได้อัตราเป้าหมายของการเติบโตจะเป็นไปได้ที่จะตระหนักได้ในอนาคตในอนาคตแม้ว่าจะไม่มีความช่วยเหลือจากต่างประเทศ หากเรารู้ว่าฟังก์ชั่นการออมนั้นเราสามารถคำนวณวันที่ที่จะบรรลุอัตราการเติบโตของเป้าหมายได้

หาก t คือวันที่ตระหนักถึงอัตราเป้าหมายของการเติบโตโดยปราศจากความช่วยเหลือจากต่างประเทศจากนั้นด้วยความช่วยเหลือจากต่างประเทศอาจเป็นไปได้ที่จะตระหนักถึงอัตราเป้าหมายก่อนหน้านี้มาก และด้วยการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนรายได้การออมมันจะเป็นไปได้ที่จะตระหนักถึงอัตราเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้ในประเทศ ณ วันที่ในอนาคตเมื่อไม่มีความช่วยเหลือจากต่างประเทศหรือไม่จำเป็น

วันที่ยุติการช่วยเหลือจากต่างประเทศคือ t * ซึ่งจะต้องสูงกว่า t เนื่องจากอัตราการเติบโตของการช่วยเหลือจากต่างประเทศสูงกว่าที่ไม่มี ความแตกต่างระหว่าง t * และ t คือการมีส่วนร่วมของความช่วยเหลือจากต่างประเทศซึ่งอาจคำนวณได้จากแบบจำลอง Harrod-Domar อย่างง่าย แม้ว่าเราจะได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบจำลองง่ายๆนี้ในการตรวจสอบผลกระทบของนโยบายต่าง ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจในเศรษฐกิจที่ด้อยพัฒนา แต่เราต้องเน้นว่าปัญหาของการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นซับซ้อนกว่าแบบจำลอง Harrod-Domar ธรรมดาที่สามารถจัดการได้

การพัฒนาเศรษฐกิจหมายถึงการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่รุนแรง ความแข็งแกร่งของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมและปัจจัยทางสังคมและการเมืองหลายประการมีความรับผิดชอบต่อความล้าหลังทางเศรษฐกิจ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ด้อยพัฒนาได้

ในความเป็นจริงรูปแบบการเติบโตได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาของการรักษาอัตราการเติบโตที่มั่นคงในประเทศที่พัฒนาทางอุตสาหกรรม คำถามของการพัฒนาในประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถจัดการได้ด้วยทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว มันต้องการความช่วยเหลือจากสาขาการศึกษาอื่น ๆ เช่นสังคมวิทยาการเมืองการยับยั้งทางศาสนาและอื่น ๆ

การเติบโตทางเศรษฐกิจ :

ภารกิจหลักของเราคือการพัฒนารูปแบบการเติบโตของโซโลว์ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประหยัดการเติบโตของประชากรและความก้าวหน้าทางเทคนิคมีผลต่อการเติบโตของผลผลิตตลอดเวลาอย่างไร ภารกิจที่สองของเราคือการตรวจสอบว่านโยบายเศรษฐกิจมีผลต่อระดับและการเติบโตของมาตรฐานการครองชีพอย่างไร

ตัวแบบเป็นกรอบที่เราสามารถตอบคำถามที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งในด้านเศรษฐศาสตร์ได้ว่าวันนี้จะต้องใช้ผลผลิตมากน้อยเพียงใดและจะประหยัดได้มากแค่ไหนในอนาคต

เนื่องจากการออมเท่ากับการลงทุนการออมจะกำหนดจำนวนเงินทุนที่เศรษฐกิจจะมีสำหรับการผลิตในอนาคต การออมแห่งชาติได้รับอิทธิพลจากนโยบายของรัฐบาล การประเมินนโยบายเหล่านี้จำเป็นต้องมีความเข้าใจในต้นทุนและผลประโยชน์ต่อสังคมของอัตราการประหยัดทางเลือก

การสะสมทุน :

แบบจำลองการเจริญเติบโตของโซโลว์แสดงให้เห็นว่าการเติบโตในหุ้นทุนการเติบโตของกำลังแรงงานและความก้าวหน้าในการโต้ตอบทางเทคโนโลยีและวิธีที่พวกเขาส่งผลกระทบต่อผลผลิต เป็นขั้นตอนแรกในการสร้างแบบจำลองเราตรวจสอบว่าอุปสงค์และอุปทานของสินค้าเป็นตัวกำหนดการสะสมของทุนอย่างไร ในการทำเช่นนี้เราได้กำหนดให้แรงงานและเทคโนโลยีคงที่ เราผ่อนคลายสมมติฐานเหล่านี้ในภายหลัง

อุปสงค์และอุปทานของสินค้า :

อุปทานของสินค้าเป็นตัวกำหนดจำนวนผลผลิตที่จะผลิตในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งและความต้องการจะเป็นตัวกำหนดวิธีการจัดสรรผลผลิตนี้ระหว่างการใช้ทางเลือก

อุปทานของสินค้าและฟังก์ชั่นการผลิต :

อุปทานของสินค้าในรูปแบบโซโลว์ขึ้นอยู่กับฟังก์ชั่นการผลิต Y = F (K, L) ผลผลิตขึ้นอยู่กับหุ้นทุนและกำลังแรงงาน แบบจำลองการเจริญเติบโต Solow สันนิษฐานว่าฟังก์ชั่นการผลิตมีผลตอบแทนคงที่ ZY = F (ZK, ZL), สำหรับจำนวนบวกใด ๆ Z นั่นคือถ้าเราคูณ K กับ L ด้วย Z เราก็คูณจำนวนผลผลิตด้วย Z

ฟังก์ชั่นการผลิตที่ให้ผลตอบแทนต่อขนาดคงที่สะดวกเพราะผลผลิตต่อคนงานขึ้นอยู่กับจำนวนทุนต่อคนงานเท่านั้น สำหรับสิ่งนี้ตั้ง Z = 1 / L ในสมการข้างต้นเพื่อรับ Y / L = F (K / L, 1) ดังนั้นเอาท์พุทต่อคนงาน Y / L เป็นฟังก์ชั่นของทุนต่อคนงาน K / L โดยที่ Y = Y / L เป็นเอาท์พุทต่อคนงานและ k = K / L เป็นทุนต่อคนงาน ตอนนี้เราสามารถเขียนฟังก์ชันการผลิตเป็น Y = f (k) โดยที่เราให้คำจำกัดความ f (k) = F (k, 1) จะสะดวกกว่าในการวิเคราะห์เศรษฐกิจโดยใช้ฟังก์ชั่นการผลิตนี้ตามรูปที่ 18.5 แสดงให้เห็น

ความลาดชันของฟังก์ชั่นการผลิตนี้แสดงให้เห็นว่าผลิตผลพิเศษต่อคนงานเท่าไรจากหน่วยทุนพิเศษต่อคนงาน นี่คือ MP K ในทางคณิตศาสตร์เราสามารถเขียน: MP K = f (k + 1) -f (k) ฟังก์ชั่นการผลิตจะราบเรียบเมื่อ k เพิ่มขึ้นแสดงถึงการลดลงของ MP K

ความต้องการสินค้าและฟังก์ชั่นการบริโภค :

ความต้องการสินค้าในรุ่นนี้มาจากการบริโภคและการลงทุน นั่นคือเอาต์พุต y ถูกแบ่งระหว่าง c และ i: Y = c + i สมการนี้คือเอกลักษณ์บัญชีรายได้ประชาชาติยกเว้นการซื้อของรัฐบาลและแสดง y, c และ i ตามผู้ปฏิบัติงาน

โมเดลสันนิษฐานว่าฟังก์ชั่นการสิ้นเปลืองใช้รูปแบบ:

c = (i -s) Y โดยที่อัตราการออม O

การแทนที่ (I - S) Y สำหรับ C เราได้รับตัวตนของรายได้ประชาชาติ: Y = (I - S) Y + i การจัดเรียงเงื่อนไขที่เราได้รับ: i = SY สิ่งนี้ระบุว่าการลงทุนเช่นเดียวกับการบริโภคเป็นสัดส่วนกับ Y เนื่องจาก I = S อัตราการออม S คือสัดส่วนของผลผลิตที่อุทิศให้กับการลงทุน

วิวัฒนาการของทุนและรัฐมั่นคง :

เราได้แนะนำฟังก์ชั่นการผลิตและการบริโภคซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของแบบจำลองเราสามารถตรวจสอบได้ว่าการเพิ่มขึ้นของทุนในการทำงานล่วงเวลาส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร สองกองกำลัง - การลงทุนและค่าเสื่อมราคา - ทำให้หุ้นทุนมีการเปลี่ยนแปลง อัตราการออม S กำหนดการจัดสรรผลผลิตระหว่างการบริโภคและการลงทุน ที่ระดับ k ใด ๆ ผลลัพธ์คือ f (k) การลงทุนคือ sf (k) และการบริโภคคือ f (k) - sf (k)

ยิ่งระดับเงินทุน k สูงขึ้นระดับของผลผลิต f (k) และการลงทุน i ยิ่งมากขึ้น สมการนี้เกี่ยวข้องกับหุ้นทุน k ที่มีอยู่กับการสะสมของทุนใหม่ i, รูปที่ 18.6 แสดงให้เห็นว่าอัตราการออมกำหนดกำหนดการจัดสรรผลผลิตระหว่าง c และ i สำหรับทุกค่าของ k ได้อย่างไร

ฟังก์ชั่นคงที่ capital ของหุ้นทุนลดลงทุกปี ดังนั้นค่าเสื่อมราคาจึงเป็น สัดส่วนกับหุ้นทุน ตัวอย่างเช่นหากเมืองหลวงมีระยะเวลาเฉลี่ย o ปีอัตราการคิดค่าเสื่อมราคาคือ 4% ต่อปี อัตราการคิดค่าเสื่อมราคาคือδk รูปที่ 18.7 แสดงให้เห็นว่าค่าเสื่อมราคาขึ้นอยู่กับหุ้นทุน

เราสามารถแสดงผลกระทบของ i และδต่อหุ้นทุนด้วยสมการปรับนี้

การเปลี่ยนแปลงของทุน = การลงทุน - ค่าเสื่อมราคา, ∆k = i - δk ตั้งแต่ s = i เราสามารถเขียนการเปลี่ยนแปลงในหุ้นทุนเป็น: :k = sf (k) - δk สมการนี้ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงในหุ้นเท่ากับการลงทุน sf (k) ลบด้วยค่าเสื่อมราคาของทุนδkที่มีอยู่

Investment, Depreciation and the Steady State :

Since the rate of saving S is constant and saving equals investment, the amount of investment is sf(k). Since capital depreciates at a constant rate δ, the amount of depreciation is δk. The steady-state level of capital k* is the level at which depreciation equals investment; at k* the two curves cross as in Fig. 18.8. Below k* investment exceeds depreciation, so the capital stock grows. Above k* depreciation exceeds investment, so the capital stock shrinks.

Approaching Steady State: A Numerical Example :

We take a numerical example to see how Solow Model works and how the economy approaches the steady state. For example, we assume the production function to be: Y = K1/2L1/2.

To derive the per-worker production function f(k), divide both sides by L. Y/L = K1/2L1/2, substitute y = Y/L and rearrange to obtain y = (K/L)1/2. Since k = K/L this becomes y = k1/2.

The equation can also be written as Y = √K. Output per worker is the square root of capital per worker.

If we assume that S = 0.3, δ = 0.1 and the economy starts off with 4 units of capital per worker, k = 4. We can examine what happens to the economy over time.

Let us look at the production and allocation of output in the fresh year— our production function tells us that the 4 units of k will produce 2 units of y. Since C = 0.7 and S = 0.3 = i, in our case C = 1.4 and S = i = 0.6 and δ = 0.4. With i = 0.6 and S = 0.4, ∆k = 0.2. The second year begins with 4.2 units of capital per worker, k = 4.2.

Every year new capital is added and output grows. Over many years, the economy approaches a steady state with k = 9. In this steady state, i =0.9 and δ = 0.9, so that the capital stock and output will not grow any more.

Following the progress of the economy for many years is one way to find the steady-state capital stock, but another way requires fewer calculations. Recall that ∆k = sf(k ) – δk. The equation shows k grows over time. Since ∆k = 0 in the steady-state, we know: 0 = sf(k*) – δk* or, k*/f(k*) = s/δ. We can find steady-state from this equation. Substituting in our example, we obtain k*/√K* = 0.3/0.1 or, k*=9. The steady-state capital stock k* =9.

Changes in Saving Rate:

An increase in S implies that, the amount of I for any given stock of capital is higher. It thus shifts the saving function upward. At the old steady state, i > δ, the capital stock rises until the economy reaches a new steady state with more capital and output.

The Solow Model shows that the saving rate is a key determinant of the steady-state capital stock. If S is high, the economy will have a large capital stock and a high level of output. If S is low, the economy will have a small capital stock and a low level of output.

The relationship between saving and economic growth is that a higher saving leads to a higher economic growth, but only in the short-run. However, in the long-run, a high rate of saving will not maintain a high rate of growth.

Golden Rule Level of Capital :

Since we have examined the link between the rate of saving and the steady- state levels of capital and income, we can discuss what amount of capital accumulation is optimal. We first present the theory behind government's policy regarding saving rate, which will be discussed later on . We assume, for the moment, that a policymaker can set economy's saving rate at any level. By setting the saving rate, the policymaker determines the steady-state they choose.

Comparing Steady-State :

When choosing the steady-state, the policymaker's goal is to maximise the well-being of the society. Individuals in the society may not care about the amount of capital and even output in the economy. They only care about the amount of goods and services they can consume. However, the policymaker would wish to choose the steady-state with the highest consumption level.

The steady-state with the highest consumption is called the Golden Rule Level of Capital Accumulation (k gold). To know the Golden Rule Level, we must determine steady-state consumption per worker. We can then see which steady-state provides the most consumption.

To find steady-state consumption per worker, we start with the national Y accounts identity: y = c + i and rearrange it as c = y – i. Since we want steady-state consumption, we substitute steady-state values for output and investment. Steady-state output per worker is f(k*), where k* is the steady- state capital per worker. Moreover, since the capital stock does not change in the steady-state, investment is equal to depreciation 8k*. Substituting f(k*) for y and δk* for i we write steady-state consumption per worker as C* = f(k*) – δk*.

Thus, steady-state C* is the difference between steady-state output and depreciation. It shows that increased capital has two effects on C*: it causes greater output, but more output must be used for δk.

Steady-State Consumption :

Fig 18.10 shows steady-state output and depreciation as a function of the steady-state capital stock. Steady-state C* is the gap between output of f(k*) and depreciation δk. The figure shows that, there is one level of capital stock — the Golden Rule level k* gold—that maximizes consumption. At the Golden Rule level of Capital, the production function and the δk* line have the same slope, and consumption is at its greatest level.

To make the point somewhat differently, suppose the economy starts at some capital stock k* and that the policymaker wants to increase the capita stock at k* + 1. The amount of extra output would then be f(k* +1) ) = MPK. The amount of extra depreciation from having one more unit of capital is δ.

The net effect of this extra unit of capital on consumption is MPK – δ. If the steady-state capital stock is below the Golden Rule level, increases in capital increase consumption because the MPK > δ. If the steady-state capital stock exceeds the Golden Rule level, increases in capital reduce consumption because the MPK < δ. Thus, the following condition describes the Golden Rule: MPK =δ or MPK – δ=0

The Saving Rate and the Golden Rule :

Fig 18.11 shows there is one saving rate that produces the Golden Rule level of Capital k* gold. A change in the saving rate would shift the sf(k) curve, which would move the economy to a steady-state with a lower level of consumption.

Transition to the Golden Rule Steady-State :

So far, we have been assuming that the policymaker can simply choose the economy's steady state, which means they would choose the steady state with highest consumption — the Golden Rule steady-state. Now suppose, the economy has reached a steady-state other than Golden Rule. What would happen to consumption, investment and capital when the economy makes the transition between steady-state? Might the impact of transition deter them from achieving the Golden Rule?

We must consider two cases: the economy might begin with more or less capital than in Golden Rule Steady-State. Too little capital presents far greater difficulties; it forces policymakers to evaluate the benefits of current consumption relative to future consumption.

Starting with more Capital than in the Golden Rule:

Reducing saving — Fig. 18.12 shows what happens over time to output, consumption and investment when economy begins with more capital than the Golden Rule as the investment saving rate is reduced. The reduction in the saving rate (t 0 ) causes an immediate increase in consumption and an equal decrease in investment.

Over time, as the capital stock falls, output, investment and consumption fall together. Since the economy began with too much capital, the new steady-state has a higher level of consumption than the initial steady- state. The new steady-state is the Golden Rule Steady-State.

Start with less Capital than in the Golden Rule :

Saving rate must be raised to reach the Golden Rule: Fig. 18.13 shows what happens to output, consumption and investment over time when the economy begins with less capital than the Golden Rule, and the saving rate is increased. The increase in the saving rate, at time t 0, causes an immediate drop in c and equal increase in i. Over time, as the stock grows, output (y), consumption (c) and investment (i) increase together. Since the economy began with less than the Golden Rule Capital, the new steady-state has a higher level of c than the initial steady-state.

The Golden Rule Steady-State and Economic Welfare :

Does the increase in saving that leads to the Golden Rule Steady-State raise economic welfare? Eventually it does, because the steady-state level of consumption is higher. But to reach the new steady-state requires an initial period of low consumption. If the economy begins above the Golden Rule, the situation would be different.

When the economy begins above the Golden Rule, reaching the Golden Rule produces higher consumption at all time. When the economy begins below the Golden Rule, reaching the Golden Rule needs reducing consumption today to increase consumption in the future.

Decision about reaching the Golden Rule Steady-State is difficult when the population changes over time. Reaching the Golden Rule that achieves the highest steady-state level of consumption thus benefits future generations. But reaching the Golden Rule requires raising investment and, thus, lowering the consumption of present generations.

When deciding whether to increase capital accumulation, the policymaker must compare the welfare of different generations. A policymaker who is more interested about the present generation than about the future generations may decide not to pursue policies to reach the Golden Rule Steady-State.

Conversely, if a policymaker cares about all generations equally will choose to achieve the Golden Rule. Even though the current generation will consume less, future generations will benefit by moving to the Golden Rule. Thus, optimal capital accumulation depends crucially on how we weigh the interests of different generations.

Population Growth :

The basic Solow Model shows that capital accumulation alone cannot explain sustained economic growth. High rate of saving leads to high growth rate temporarily, but eventually, the economy approaches a steady-state in which output and capital are constant.

To explain the sustained economic growth, we must expand the Solow Model to include the other two sources of economic growth: population and technological growth. Let us discuss population growth first. We assume that, the population and the labour force grow at a constant rate n.

The Steady-State with Population Growth :

Like depreciation, population growth reduces the capital stock per worker. As before, K = K/L and Y = Y/L. Now the number of people is growing over time. The change in the capital stock per worker is ∆k = i – (δ + n)k. If n is the rate of population growth and δ is the rate of depreciation, then (δ +n)k is the investment necessary to keep the capital stock per worker constant at k. If n = o, the equation becomes ∆k = i – δk in the special case of constant population as seen before. Like depreciation, population growth reduces k thus now break-even investment is (δ + n)k.

Now substituting sf(k) for i, the equation can be written as:

∆k = sf(k) – (δ + n)k

For the economy to be in a steady-state (k*), investment sf(k) must offset the effect of depreciation and population growth (δ + n)k. This is presented in Fig. 18.14. If k* > k, investment is greater than break-even investment, so k* rises. If k* < k, investment is less than break-even investment, so k falls. Thus, k*, ∆k = 0 and i = δk* + nk*. Once the economy is in the steady- state, i has two purposes — to replace the depreciated capital, and to provide the new workers with the steady-state amount of capital.

Effects of Population Growth :

Population growth alters the basic model in three ways:

(1) It brings us closer to explaining sustained economic growth but not the sustained growth in the standard of living, because output per worker is constant in the steady-state. It can explain sustain growth in total output.

(2) This model predicts that, economies with higher rate of population growth will have lower levels of capital per worker and, thus, lower income, as the Fig. 18.15 shows.

An increase in the rate of population growth from n, to n 2 reduces the steady-state level of capital per worker from k* 1 to k* 2 . Since k* 2 is lower, and since y* = f(k*), the level of output per worker y* is also lower.

(3) Population growth affects the condition for determining the Golden Rule Level of capital accumulation. To find this condition in an economy with higher population growth, we proceed as before. Consumption per worker is c = y – i. Since the steady-state output is f(k*) and investment is (δ + n)k*, we can write steady-state consumption as Cπ = f(k*) – (δ + n)k* As before, we can conclude that the level of k* that maximizes consumption is the one at which: MPK = δ + n. In the Golden Rule Steady-State, the MPK – δ = n.

Technological Progress :

We now incorporate technological progress — the third source of economic growth— into the Solow Model. So far, we assumed an unchanging relationship between the inputs of capital and labour and the output. Yet the model can be modified to allow for exogenous increases in society's ability to produce.

The Efficiency of Labour :

The product function has been written as:

Y = F(K, L) where K is capital, L is labour and total output is Y. New production function is written as: Y = F(K, L x E) where E is called the efficiency of labour which includes technological progress. The efficiency of labour may also reflect the health, education, and skill of labour force. This new production function states that total output Y depends on the number of units of capital K and on the number of efficiency units of labour, L x E.

The simplest assumption about technological progress is that it increases the efficiency of labour E at a constant rate g. For example, if g = 0.02, then each unit of labour becomes 2% efficient each year. This form of technological progress is called labour-augmenting and g is called the rate of labour-augmenting technological progress. Since the labour force is growing at rate n, and the efficiency of each unit of labour E is growing at rate g, the number of efficiency units of labour is growing at rate (n + g).

The Steady-State with Technological Progress :

Labour-augmenting technological progress makes it analogous to population growth. Thus far, we have been analysing the economy in terms of quantities per worker, we now analyze it in terms of quantities per efficiency unit of labour. Let k = K/(L +E) stand for capital per efficiency unit, and y = y/(L + E), output per efficiency unit. With these definitions, we can write y = f(k).

Our analysis now proceeds just as it did when we examined population growth. The equation now changes to ∆k = sf(k) – (δ + n +g)k where g is the rate of technical progress. If g is high, then the number of efficiency units is growing quickly, and the amount of capital per efficiency unit tends to fall.

Fig. 18.16 shows that the inclusion of technological progress does not substantially alter our analysis of the steady-state. There is one level of k, denoted by k*, at which output per efficiency unit and capital per efficiency unit are constant. The steady-state is the long-run equilibrium of the economy.

Effect of Technological Progress:

As we have seen, k, capital per efficiency unit and y, output per efficiency unit, are constant, though the number of efficiency units per worker is growing at rate g. Hence, output per worker (Y/L = YXE) also growing at rate g. Total output grows at rate (n + g). With the addition of technological progress, the model can finally explain the sustained increases in standard of living that we observe. That is, technological progress can lead to sustained growth in output per worker.

By contrast, we have seen that a high rate of saving leads to a high rate of growth only until the steady-state is reached. Once the steady-state is reached, the rate of growth of output per worker depends only on g. The Solow Model shows that, only technological progress can explain persistently rising living standards.

The technological progress also modifies the condition for the Golden Rule. The Golden Rule level of capital accumulation is defined as the steady-state that maximizes consumption per efficiency unit of labour. Following the same argument as before, we can show that steady-state consumption per efficiency unit is C* = f(k*) – (δ + n + g)k* .

Steady-State consumption is maximized if:

MPK = δ + n + g or, MPK – δ = n + g.

That is, at the Golden Rule level of capital, the net MPK (MPK – δ) equals the rate of growth of total output (n + g).

Saving, Growth and Economic Policy :

Having discussed the Solow Model and various sources of economic growth, we now want to use the theory to help guide our thinking about economic policy.

We address the following policy questions:

(1) Should society save more or less?

(2) How can policy influence the rate of saving?

(3) What investment policy should be encouraged?

(4) How can policy encourage the rate of technical progress?

Evaluate the Rate of Saving :

The model shows how the saving rate determines the steady-state levels of capital and output. There is one particular saving rate that produces the Golden Rule Steady-State, which maximises consumption and, thus, economic well-being of the people.

These results help us to address the important question for economic policy. Is the rate of saving in the economy just right or above or below that rate? If the MPK – δ > than the growth rate, the economy has less capital than in the Golden Rule Steady-State.

In this situation, increasing the rate of saving will eventually lead to Golden Rule Steady State. If, however, the net MPK < than the growth rate, the economy has too much capital, and the rate of saving should be reduced. To evaluate a economy's rate of capital accumulation, we need to compare the growth rate and the net return to capital.

This requires an estimate of the growth rate (n + g) and the estimate of the net MPK (MPK – δ). If the real GDP in an economy is on an average 3% per year, n + g = 0.03. We can estimate the net MPK from the following: (1) The capital stock is about 2.5 times GDP, (2) Depreciation is about 10% of GDP, and (3) Capital's share is about 30%. From (1) we know that k = 2.5y; and from (2) we know that, δk = 0.1y. Therefore, δ = (δk)/k = (0.1y)/2.5y = 0.04. That is, about 4% of the capital stock is depreciated each year. Thus, MPK can be calculated as: Capital's Share = (MPK x K)/Y = MPK x (K/Y). Substituting from above; 0.30 = MPK x 2.5 or MPK = 0.30/2.5 = 0.12.

Thus, the MPK = 12% per year, well in excess of the average growth rate of 3% per year. This high return to capital implies that the capital stock in the economy is well below the Golden Rule level. Thus, policymakers should increase the rate of saving and investment.

Changing the Rate of Saving :

Policymakers can influence the rate of saving in two ways:

(1) Directly through public saving and

(2) Indirectly through the incentive for private saving.

Public saving = TR – G. If the government spending is higher than the tax revenue, it runs budget deficit, which means negative saving which crowds out private investment. On the other hand, if the government spends less than its revenue, it runs a budget surplus which can stimulate investment. Private saving can be influenced by various policies of the government, such as the higher rate of return on saving, lower tax rate on capital, etc.

Investment Allocation :

The Solow Model makes the simplifying assumption that there is only one type of capital. In real world, there are many types. Private businesses invest in many types of capital and the government also invests in various forms of capital, such as infrastructures.

In addition, there is human capital — the knowledge and skill that workers acquire through education and training. Although, the basic Solow Model includes only physical capital and does not try to explain the efficiency of labour. Like physical capital, human capital also raises our ability to produce more.

Policymakers trying to stimulate economic growth must decide the type of capital the economy needs most. That is, the kind of capital yield the highest MP. Policymakers can mainly rely on the market-place to allocate the pool of saving to alternative types of investment.

Those industries with the highest MPK will borrow most at market interest rates to finance new investment. Some economists advocate that the government should treat all forms of capital equally and then rely on the market to allocate capital efficiently.

Other economists suggest that the government should actively encourage particular forms of capital. They argue that technological progress takes place as a beneficial by-product of certain economic activities which is called externality.

Some types of capital accumulation may yield greater externalities than others. For example, if installing robots yields greater technological externalities than building a new steel mill, then perhaps the government should use the tax laws to encourage investment in robots. The success of such a technology policy requires that the government be able to measure the externalities of different economic activities which is very difficult.

Encouraging Technological Progress :

The Solow Model shows that sustained growth in income per worker must come from technological progress. This model takes technological progress as exogenous. The determinants of technological progress are not well understood.

Despite this limited understanding, many public policies are designed to stimulate technological progress. Proponents of technology policy argue that government should take more active role in promoting rapid technological progress. Most government policies—patent laws, tax code, etc. —encourage individuals to devote resources to technological innovation.

สรุป :

The Solow Model provides the best framework with which to start studying economic growth. But it is only a beginning. The model simplifies many aspects of the economy and it omits many others. Growth economists try to build more sophisticated models that help them to answer a broader range of questions.

The Solow Model takes the rate of saving as exogenous variable. Consumption arises from the decisions of households about how much to consume today and how much to consume tomorrow. Most sophisticated models replace the consumption function of the Solow Model with an explicit theory of household behaviour.

Economists have tried to build models to explain the level and growth of the efficiency of labour. The Solow Model shows that sustained growth in standards of living can arise only from technological progress. Understanding of economic growth will not be complete until we understand how private decisions and public policy affect technological progress.

The Kaldor-Mirrlees Model:

Kaldor has developed two models of economic growth (1957, 1962). Here we shall briefly concentrate with the one developed by Kaldor and Mirrlees (KM) in 1962. The crucial feature of this model is that the saving ratio can be made flexible to obtain a steady-state economic growth. Unlike the neoclassical model, the capital-output ratio remains fixed.

Note that the KM model discards the production function approach of the neo-classical theory and introduces a technical progress function. The neo-classical school has not specified any investment function; but, in the KM model, an investment function is specified which depends upon a fixed pay-off period for investment per worker.

The assumptions regarding both full-employment and perfect competition are dropped. Instead, K and M start off with the assumption that total income Y is equal to the sum of wages W and profits P:

Y = W + P………. (1)

Total savings S = S w + S p …… (2)

Note that, S = S w W + S p P…… (3)

and S w = S w W……. (4) S p = S p P………. (5)

where S w is the propensity to save by wage earners, S p is the propensity to save by profit earners and S is total savings. Both S w and S p are assumed to be constant indicating the equal i ty between marginal and average propensities.

Now Y = W + P and 5 = S w W + S p P

By substitution, we have S = S w (Y – P) + S p P…….. (6)

S = (S p – S w ) + S W Y……… (7)

Since it is assumed that I = S…………….. (8)

we have I = (S p – S w ) P + S W Y…………. (9)

Dividing both sides of the equation by Y and rearranging we obtain

Thus, the profit share of income is given by the share of investment to income. The stability of the model is given by 0 < S w < S p <1. Notice that the flexibility of saving is achieved in the KM model by the assumption of different propensities to save by wage and profit earners.

The specific value of savings necessary to obtain the solution would be given by income distribution between income classes. Given S p and S w, l/Y will determine P/Y. If it is assumed that S w = 0, we then obtain – P/Y = 1/S w x 1/Y ……… (11)

Note that, if the capital-output ratio K/Y is fixed as in the HD model, we can write

Since P/K = Y, the rate of profit .earned on capital, and I/K = J, the rate of accumulation, we have v = 1/S p j or, S p v = J……… (13).

This conclusion betrays remarkable affinity to the Von Neumann case, where Neumann puts S p = 1. Thus, all profits are saved and in equilibrium we obtain V = J(=n) where n is the natural growth rate, which is assumed thus: the rate of growth is given by the rate of profit which is determined by the propensity to save of the profit earners.

Kaldor's introduction of an 'alternative' theory of distribution to analyse the problem of economic growth is interesting. However, several important criticisms have been leveled at the Kaldor's theory.

First, Pasinethi mentions a 'logical slip' in Kaldor's argument when he observed that, although he has allowed workers to save, he did not allow these savings to accumulate and generate economic growth. Pasinethi has demonstrated that on a steady-state growth path the profit rate depends only on the growth rate and the propensity to save by the capitalists, it is independent of the propensity to save by the workers.

However, if it is assumed that capitalists as a class have been banished and capital is owned by the workers alone, than the relevant variables in the balanced growth path will be given by S w and n. Second, Kaldor's assumption about the fixed propensities to save disregards the impact of life cycle on save and work. Third, the assumption of a fixed class of income receivers is regarded as unrealistic.

Finally, Kaldor's Model fails to exhibit an explicit behavioural mechanism, which will ensure that the actual distribution of income will be such as to maintain the steady-state growth path.

 

แสดงความคิดเห็นของคุณ